รายชื่องานวิจัยและบทคัดย่อ

การพัฒนาศูนย์สุขภาพชุมชนและอาสาสมัครสาธารณสุข โดยใช้ปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม
Mini Health Center and Community Health Volunteers Development using Participatory Action Research
สมใจ วินิจกุล, สุนันทา กระจ่างแดน
เผยแพร่ในวารสารรามาธิบดีพยาบาลสาร ปีที่ 12 ฉบับที่ 2 (พฤษภาคม - สิงหาคม 2549) หน้า 151-165.

ความสัมพันธ์ระหว่างบทบาทของอาจารย์นิเทศกับความสามารถในการใช้ความคิดวิจารณญาณ
ของนักศึกษาพยาบาลชั้นปีที่ 4 วิทยาลัยพยาบาลเกื้อการุณย์ ในการฝึกปฏิบัติงานการพยาบาลอนามัยชุมชน

The Relationship between Actual Performance Concerning Supervision and Critical
Thinking Ability in Community Health Nursing Practice by Fourth Year Nursing Students in
Kunkarun College of Nursing
สมใจ วินิจกุล
เผยแพร่ในวารสารคณะพยาบาลศาตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา ปีที่ 14 ฉบับที่ 2 (พฤษภาคม - สิงหาคม 2549) หน้า 11-12.

การสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชนในการพัฒนาสุขภาพอนามัยและสิ่งแวดล้อม โดยใช้ปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม
Strengthening Community Building for Healthy and Environment Development using Participatory Action Research
สมใจ วินิจกุล, สมจิตร์ พยอมยงค์
เผยแพร่ในวารสารพยาบาลสาธารณสุข ปีที่ 18 ฉบับที่ 2 หน้า 33-41.

ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการปฏิบัติการพยาบาลเพื่อบรรเทาปวดในผู้ป่วยหลังผ่าตัด
ของนักศึกษาพยาบาล วิทยาลัยพยาบาลเกื้อการุณย์
วิจิตรา กุสุมภ์

ประสิทธิผลของดนตรีต่อการลดความปวดแบบเฉียบพลัน : การวิเคราะห์แบบเมต้า
วิจิตรา กุสุมภ์

ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการดื่มสุราและพฤติกรรมการสูบบุหรี่ของวัยรุ่นในชุมชนบ้านครัวเหนือ 
เขตราชเทวี  กรุงเทพมหานคร

ลดาพร  ทองสง, วัลยา  ตูพานิช ถนิมพร,  พงศานานุรักษ์

ปัจจัยคัดสรรที่มีความสัมพันธ์กับลักษณะการเรียนรู้ด้วยตนเองในการเรียนแบบใช้ปัญหาเป็นหลัก
วิชาการพยาบาลเด็ก ของนักศึกษาพยาบาลวิทยาลัยพยาบาลเกื้อการุณย

ลดาพร ทองสง พยม. (การศึกษา), นิศารัตน์ โห้โก๋ พยม.

การศึกษาปัจจัยส่วนบุคคล การรับรู้ประโยชน์ การรับรู้อุปสรรค กับพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพ
ของนักเรียนวัยรุ่นระดับมัธยมศึกษา
( Study of personal factors , Perceived Benefits, Perceived Barriers ,and Health Promoting Behaviors of teenage high school)

นางลดาพร ทองสง พยม. (การศึกษา), นางสาวมัณฑนา ไทยแท้ คบ. (สังคมศึกษา)
พฤติกรรมการป้องกันการติดเชื้อขณะฝึกปฏิบัติงานบนคลินิกของนักศึกษาพยาบาล วิทยาลัยพยาบาลเกื้อการุณย์
อรชร ศรีไทรล้วน กศ.ม. (สุขศึกษา),อมรรัตน์ เสตสุวรรณ พย.ม. (การบริหารการพยาบาล)
ความคิดเห็นของนักศึกษาระดับอุดมศึกษาในเขตกรุงเทพมหานครเกี่ยวกับวิธีคุมกำเนิดและยาเม็ดคุมกำเนิดชาย
The opinions of university students in Bangkok Metropolitan about contraceptive methods and a male pill.

กอบกุล บุญปราศภัย วท.ม. (สรีรวิทยา),ปราณี ลุนเบิร์ก Ph.D (Ergonomics),
ชื่นจิต โพธิศัพท์สุข สต. (บริหารสาธารณสุข)
โมเดลความสัมพันธ์เชิงสาเหตุของความพึงพอใจในงานของพยาบาลวิชาชีพ
จารุพร แสงเป่า วท.ด (การวิจัยพฤติกรรมศาสตร์ ฯ)
การสำรวจภาวะสุขภาพจิต และความต้องการทางสุขภาพจิต ของคนไทยในชุมชนหัวรถจักรตึกแดง บางซื่อ
ชะไมพร ธรรมวาสี นิยดา ภู่อนุสาสน์
ผลกระทบและการจัดการกับตนเองต่อภาวะกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ของผู้สูงอายุสตรีไทยในชุมชนเขตมีนบุรี
เพ็ญศิริ สันตโยภาส (พย.ด.)
การพยาบาลด้านจิตวิญญาณกับกระบวนการพยาบาล Spiritual Care : Nursing Process
ทัศนีย์ ทองประทีป , D. S. N. *
การส่งเสริมสุขภาวะด้านจิตวิญญาณSpiritual Health promotion
ทัศนีย์ ทองประทีป , D. S. N. *
ความสัมพันธ์ของความรู้ ทัศนคติ และการปฏิบัติการพยาบาลด้านจิตวิญญาณของพยาบาลในสังกัดสำนักการแพทย์
The Relationship of Knowledge , Attitude and Practice related to Spiritual care among Nurse working within the Department of Medical Service

ทัศนีย์ ทองประทีป , D. S. N. และคณะ

ความสัมพันธ์ระหว่างความรู้ ทัศนคติ และการปฏิบัติการพยาบาลด้านจิตวิญาณ
ของอาจารย์พยาบาลที่สอนนักศึกษาบนคลินิก
The Relationship of Knowledge, Attitude and Practice related to Spiritual Care among Clinical Nurse Educator
s
ทัศนีย์ ทองประทีป , RN , D.S.N. *นุศ ทิพย์แสนคำ , RN, MS **บุญทิวา สู่วิท ย์ , RN , MS **

ความหวังในผู้สูงอายุที่เจ็บป่วยเรื้อรัง Hope of the Elderly with Chronic Illness
นงลักษณ์ นฤวัตร วท.ม. (พยาบาลศาสตร์)*ประไพวรรณ ด่านประดิษฐ์ กศ.ม. (การวัดผลการศึกษา)**
ทัศนีย์ ทองประทีป D.NS.*

การประเมินผลการดูแลสภาวะสุขภาพอนามัยของพยาบาลสังกัดกรุงเทพมหานคร
Evaluation on health care of Bangkok Metropolitan Administration nurses

นฤชล จงรุ่งเรื่อง* วท.บ. (พยาบาล) วท.ม. (กายวิภาคศาสตร์)
ปิยธิดา นิลศรีกุล** วท.บ. (พยาบาลสาธารณสุข) ค.ม. (บริหารการศึกษา)

การศึกษาผลของการจัดการเรียนการสอนผู้เรียนเป็นศูนย์กลางโดยใช้รูปแบบซิปปา
กับพฤติกรรมใฝ่รู้ของนักศึกษาพยาบาล วิทยาลัยพยาบาลเกื้อการุณย์
Study the result of student centered : model CIPPA and the inquiry behavior of the nursing student at Kuakarun College of Nursing

นฤชล จงรุ่งเรือง* วท.บ. (พยาบาล) วท.ม. (กายวิภาคศาสตร์) ปิยธิดา นิลศรีกุล** วท.บ. (พยาบาลสาธารณสุข) ค.ม. (บริหารการศึกษา)

ปัจจัยเสี่ยง ความรู้และพฤติกรรมการดูแลตนเองในการป้องกันมะเร็งเต้านม
ของผู้มารับบริการหน่วยวางแผนครอบครัววิทยาลัยแพทย์ศาสตร์กรุงเทพมหานครและวชิรพยาบาล
The study of risk factors, knowledges and self-care behaviora in the prevention of breast
cancer of the patients at the Family Planning Department, B.M.A. Medical College and Vajira Hospital.

ปิยธิดา นิลศรีกุล* วท.บ. (พยาบาลสาธารณสุข) คม. (บริหารการศึกษา) นฤชล จงรุ่งเรือง** วท.บ. (พยาบาล) วท.ม. (กายวิภาคศาสตร์)

การนำเนื้อหา ความรู้ ในสาขาการพยาบาลจิตเวชศาสตร์ ไปใช้ในการปฏิบัติงานภายหลังสำเร็จการศึกษา
นิยดา ภู่อนุสาสน์, กศ.ม (จิตวิทยาพัฒนาการ)* ถนิมวงศ์ ใช้พานิช, กศ.ม (จิตวิทยาพัฒนาการ)*

ประสบการณ์ความสำเร็จในการส่งเสริมสุขภาพของพยาบาลวิชาชีพในโรงพยาบาลวังน้อยจังหวัดพระนครศรีอยุธยา
แน่งน้อย สมเจริญ , พย.ม. (การบริหารการพยาบาล)* เรณา พงษ์เรืองพันธุ์ , Ph.D. (Ed. Adm.)**

การประเมินหลักสูตรพยาบาลศาสตรบัณฑิต วิทยาลัยพยาบาลเกื้อการุณย์
เบ็ญจา เตากล่ำ , Ph.D. (College and University )สนวน ลีโทชวลิต , กศ.ม. (การวัดผลการศึกษา)
สุภาวดี เครือโชติกุล , ค.ม. (นิเทศการศึกษาและพัฒนาหลักสูตร) สุภาพ ไทยแท้ , พย.ม. (การพยาบาลศึกษา)
ปัจจัยที่มีผลต่อการคลอดง่ายและ การคลอดยากของผู้คลอดบุตรครรภ์แรก
ประไพวรรณ ด่านประดิษฐ์* ค.บ. (การพยาบาลแม่และเด็ก), กศ.ม.

ปัจจัยที่มีผลต่อน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นในระหว่าง ตั้งครรภ์ของสตรีตั้งครรภ์ที่มาฝากครรภ์ ในโรงพยาบาลเขตกรุงเทพมหานคร
ประไพวรรณ ด่านประดิษฐ์ ค.บ. (การพยาบาลแม่และเด็ก), กศ.ม.* บุญศรี กิตติโชติพาณิชย์ ส.ด. (สาขาโภชนาการสาธารณสุข)*

ความสำคัญระหว่างความพึงพอใจในปัจจัยการฝึกปฏิบัติงานกับ ความสามารถปฏิบัติงานในคลินิกเฉพาะทางนรีเวชกรรม
ของนักศึกษาพยาบาล วิทยาลัยพยาบาลเกื้อการุณ์
The Relationship Between Satisfaction in Factors Related Job Practice and Practice Competency
in Gynecology Clinic of Nurse Students in Kaukarun College of Nursing

ปิยธิดา นิลศรีกุล* วท.บ. , ค.ม. วรุณวรรณ ผาโคตร* ศศ.บ. , กศ.ม.

ศึกษาความรู้ เจตคติ และการปฏิบัติของมารดาในการใช้ยาปฏิชีวนะในเด็กก่อนวัยเรียน ที่มารับบริการแผนกผู้ป่วยนอก
วชิรพยาบาลและโรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ

ลักขณา ยอดกลกิจ , กศ.ม. (สุขศึกษา)* สุพรรณ์ ว่องรักษ์สัตว์ , กศ.ม. (สุขศึกษา)**

ปัจจัยที่มีผลต่อความผาสุกทางจิตวิญญาณ ของผู้ติดเชื้อเอชไอวีและผู้ป่วยเอดส์
ระวีวรรณ พิไลยเกียรติ, พย.ม.*

ผลการจัดกิจกรรมเพื่อนช่วยเตือนเพื่อน เพื่อป้องกันโรคเอสด์โดยนักศึกษามหาวิทยาลัยซึ่งพักอาศัยอยู่ในหอพักเอกชน
The impact of peer to support activities on the prevention of aids infection of undergraduates who live in hostels.

วรุณวรรณ ผาโคตร * ศศ.บ, กศ.ม สมบูรณ์ บุญยเกียรติ * วท.บ (พยาบาล), กศ.ม (สุขศึกษา)

การวิจัยประเมินผลโครงการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ : การป้องกันอุบัติเหตุ และการปฐมพยาบาล
วิจิตรา กุสุมภ์, วท.ม. ( พยาบาล )* ภัสพร ขำวิชา, วท.ม. ( พยาบาล )**

ความสัมพันธ์ระหว่างการรับรู้ปัจจัยเสี่ยง การรับรู้ความรุนแรงต่อโรคมะเร็งปากมดลูก, การสนับสนุนจากสามี,
ปัจจัยส่วนบุคคลกับพฤติกรรมการดูแลตนเองในการป้องกันมะเร็งปากมดลูก
The relationship between perception of risk factors perception of severity of carcinoma
of cervix, social support, personal factors and self care behavior

สมบูรณ์ บุญยเกียรติ * อุบล ดุลยากรณ์ **

การศึกษาเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและความพึงพอใจของนักศึกษา พยาลบาลชั้นปีที่ 1
ต่อวิธีการสอนแบบกลุ่มย่อยและบรรยายในวิชาการพยาบาลพื้นฐาน

สุมาลี โพธิ์ทอง วท.บ. (พยาบาล), วท.ม. (การเจริญพันธุ์และวางแผนประชากร)
อรชร ศรีไทรล้วน พย.บ. (พยาบาล), กศ.ม. (สุขศึกษา)
ผลของการฝึกอานาปานสติสมาธิต่อระดับความเครียดและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
ของนักศึกษาพยาบาลหลักสูตรพยาบาลศาสตรบัณฑิต

สุนันทา กระจ่างแดน วท.ม. (พยาบาลสาธารณสุข)*

เปรียบเทียบเจตคติต่อการป้องกันการตั้งครรภ์ด้วยห่วงอนามัยในสตรีที่คุมกำเนิดด้วยห่วงอนามัย
และสตรีที่คุมกำเนิดด้วยวิธีอื่น

สมบูรณ์ บุญเกียรติ* พวงจันทร์ เคลือบพณิชยกุล**
ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักศึกษาพยาบาล จากการสอนด้วยคอมพิวเตอร์ช่วยสอน
ผศ. วิจิตรา กุสุมภ์
ผลของการเสริมกิจกรรมต่อความวิตกกังวลในการฝึกปฏิบัติงานทางการพยาบาลจิตเวชศาสตร์
ของนักศึกษาพยาบาลวิทยาลัยพยาบาลเกื้อการุณย์
Effect of the Added Activity to the Anxiety in Psychiatric Nursing practice of Nurse Students at Kaukarun College of Nursing

แสงเทียน ธรรมลิขิตกุล* พย.บ., กศ.ม. (จิตวิทยาพัฒนาการ)

ความสัมพันธ์ระหว่างความรู้ ทัศนคติและการปฏิบัติเพื่อการป้องกันมะเร็งเต้านม ของสตรีวัยเจริญพันธุ์ในชุมชน
The Relationship between Knowledge Attitude and Practice Related to Preventive Breast Cancer among Woman in Community

สมใจ วินิจกุล* (วท.ม.) วรุณวรรณ ผาโครต** (กศ.ม.)
เผยแพร่ในวารสารพยาบาลสาธารณสุข ปีที่ 17 ฉบับที่ 3, หน้า 40-50.

ความคิดเห็นของนักศึกษาพยาบาลต่อการเรียนการสอนโดยใช้ปัญหาเป็นหลักและการบรรยาย
สุมาลี โพธิ์ทอง * ลักขณา ยอดกลกิจ **

แบบแผนการบริโภคอาหารในระยะที่ 3 ของการตั้งครรภ์ของมารดา ที่ให้กำเนิดทารกแรกเกิดที่มีน้ำหนัก 3,000-3,500 กรัม
Eating Patterns during the Third Trimester Of Pregnancy of Mother Who Delivered 3,000-3,500 grams Birth Weight Infant

บุญศรี กิตติโชติพาณิชย์*  อรทัย บุญเลิศ *
ความสัมพันธ์ระหว่างการรับรู้ความสามารถของตนเองกับแบบแผนการดำเนินชีวิต
ของผู้ป่วยภายหลังการขยายหลอดเลือดโคโรนารีด้วยบอลลูน
( Relationship between self efficacy and lifestyle of patients after percutaneous transluminal coronary angioplasty)

พวงผกา กรีทอง *
ความสัมพันธ์ระหว่างการสนับสนุนทางสังคมกับพฤติกรรมสุขภาพของผู้ป่วยความดันโลหิตสูง
( Relationship between social support and health behavior of hypertensive patients)

พวงผกา กรีทอง*

สมรรถนะของอาจารย์พยาบาลในการจัดการเรียนการสอนในคลินิก
สุภาพ ไทยแท้* ตวงรัตน์ เค้าโสภณ*

ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยด้านนักศึกษา เจตคติต่อการพยาบาลระยะคลอด สภาพแวดล้อม ทางคลินิก
กับความรู้สึกเป็นสุขของนักศึกษาพยาบาลในการฝึกปฏิบัติการพยาบาล ในห้องคลอด : ศึกษาเฉพาะกรณี วิทยาลัยพยาบาลเกื้อการุณย์
Relationships Between Student Factors, Attitude towards Nursing Practice in Labour Periods,
Clinical Environment and Feeling of Happiness of Nursing Students in Delivery Room Practice :
A case study of Kuakarun College of Nursing

ปิยธิดา นิลศรีกุล* วท.บ. (พยาบาลสาธารณสุข), ค.ม. (บริหารการศึกษา)
สุภาพ ไทยแท้** พย.บ., พย.ม. (การพยาบาลศึกษา)

การศึกษาความรู้สึกมีคุณค่าในตนเองและเจตคติเกี่ยวกับพฤติกรรม เสี่ยงทางเพศของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา
ที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน
Self-estreem and Risky Sexual Behavior Attitude in Secondary School Students with Hearing lost

สมใจ วินิจกุล* วรุณวรรณ ผาโครต**
เผยแพร่ในวารสารพยาบาลสาธารณสุข ปีที่ 17 ฉบับที่ 2, หน้า 31-39.

ความสัมพันธ์ระหว่างการรับรู้ของ นักศึกษาพยาบาลต่อสภาพแวดล้อม ทางคลินิกและความสามารถในการปฏิบัติ
การพยาบาลในห้องคลอด

สุภาพ ไทยแท้ พย.บ., พย.ม. (การพยาบาลศึกษา)* ปิยธิดา นิลศรีกุล วท.บ. (พยาบาลสาธารณสุข),
ค.ม. (บริหารการศึกษา)* สุมิตรา สิทธิฤทธิ์ พย.บ., กศ.ม. (สุขศึกษา)*

การส่งเสริมพฤติกรรมสุขภาพเกี่ยวกับเรื่องเพศของวัยรุ่นหญิง
สุภาพ ไทยแท้ พย.ม. ( การพยาบาลศึกษา )* สุมิตรา สิทธิฤทธิ์ กศ.ม. ( สุขศึกษา )**

เสียงสะท้อนจากหญิงตั้งครรภ์ที่ติดเชื้อเอชไอวี : บทบาทพยาบาลในการให้การปรึกษา
Voices of HIV infected pregnant women : nursing ‘s role in counseling

สุภาพ ไทยแท้* พย.บ.,พย.ม. (การพยาบาลศึกษา)

ความวิตกกังวลและความต้องการข้อมูลของหญิงตั้งครรภ์ก่อนผ่าตัดคลอดทางหน้าท้อง
The Anxiety and Information need of the Pregnant Women before Having the Cesarean Section

อรทัย บุญเลิศ พย.บ., กศ.ม. (สุขศึกษา)* แสงเทียน ธรรมลิขิตกุล กศ.ม. (จิตวิทยาพัฒนาการ)**

 

 

 

ความคิดเห็นของนักศึกษาระดับอุดมศึกษาในเขตกรุงเทพมหานครเกี่ยวกับวิธีคุมกำเนิดและยาเม็ดคุมกำเนิดชาย
The opinions of university students in Bangkok Metropolitan about contraceptive methods and a male pill.
กอบกุล บุญปราศภัย วท.ม. (สรีรวิทยา)ปราณี ลุนเบิร์ก Ph.D (Ergonomics)ชื่นจิต โพธิศัพท์สุข สต. (บริหารสาธารณสุข) 
    

   การศึกษาครั้งนี้เป็นวิจัยเชิงสำรวจเพื่อศึกษาความคิดเห็นของนักศึกษาระดับอุดมศึกษาในเขตกรุงเทพมหานครเกี่ยวกับวิธีคุมกำเนิดและยาเม็ดคุมกำเนิดชาย รวมทั้งหาความสัมพันธ์ระหว่างเพศ กับ การรู้จักและการเคยใช้วิธีคุมกำเนิดของนักศึกษา โดยศึกษาในนักศึกษาจากสภาบันของรัฐแห่งหนึ่ง ในเขตกรุงเทพมหานครจากสาขาวิชาศิลปศาสตร ์และวิทยาศาสตร์จำนวน 547 คน เลือกโดยวิธีการสุ่มแบบแบ่งชั้น เป็นนักศึกษาเพศชายจำนวน 286คน และเพศหญิงจำนวน 261 คน เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2544 ถึงเดือนมกราคม 2545 รวมระยะเวลา 3 เดือนผลการวิจัยพบว่านักศึกษาส่วนใหญ่มากกว่าร้อยละ 94 รู้จักวิธีคุมกำเนิดชนิดถุงยางอนามัย ยาเม็ดคุมกำเนิดหญิง ทำหมันชายและหญิง และเพศของนักศึกษามีความสัมพันธ์ กับการรู้จักวิธีคุมกำเนิดชนิดการหลั่งน้ำอสุจิภายนอก หมวกยางกั้นช่องคลอดและครีมใส่ช่องคลอดอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P < 0.01, < 0.01 และ < 0.05 ตามลำดับ) วิธีคุมกำเนิดที่นักศึกษาเคย
ใช้มากที่สุดได้แก่ถุงยางอนามัย (ร้อยละ 22.7) รองลงมาได้แก่วิธีหลั่งน้ำอสุจิภายนอก(ร้อยละ 15.7) และพบว่าเพศของนักศึกษามีความสัมพันธ์กับการเคยใช้ วิธีถุงยางอนามัยและการหลั่งน้ำอสุจิภายนอก อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P < 0.01) วิธีคุมกำเนิดอันดับแรกที่นักศึกษาชายเลือกใช้ในอนาคตได้แก่ถุงยางอนามัย ส่วนของนักศึกษาหญิงเลือกยาเม็ดคุมกำเนิดหญิง นอกจากนี้นักศึกษาส่วนใหญ่ร้อยละ 81.5 เลือกตัวเองและคู่นอนของตน เป็นผู้ตัดสินใจเลือกใช้วิธีคุมกำเนิด ความคิดเห็นของนักศึกษาเกี่ยวกับยาเม็ดคุมกำเนิดชาย ที่อาจมีใช้ในอนาคตนั้นพบว่า นักศึกษามีความเห็นด้วยระดับปานกลาง ประสิทธิผลและผลข้างเคียงของยา และมีความเห็นด้วยระดับมากว่าเป็นวิธีคุมกำเนิดที่ดีที่สุดที่ชายควบคุมการมีบุตรได้ด้วยตนเอง ถ้ามียาเม็ดคุมกำเนิดชายที่พร้อมใช้ในปัจจุบัน เกี่ยวกับ นักศึกษาชายส่วนใหญ่ร้อยละ 46.5 คิดว่าจะเลือกใช้ ส่วนนักศึกษาหญิงส่วนใหญ่ร้อยละ 57.1 ไม่แน่ใจว่าจะเลือกใช้ จากการวิจัยนี้ชี้ให้เห็นว่านักศึกษาส่วนใหญ่รู้จักวิธีคุมกำเนิดหลายชนิดและ เคยใช ้ถุงยางอนามัยมากที่สุด ส่วนยาเม็ดคุมกำเนิดชาย ยังอยู่ในขั้นวิจัยและพัฒนา หากนำมาใช้จริงต้องมีการให้ความรู้และประชาสัมพันธ์

           The purpose of this survey research was to study the opinions of university students in Bangkok Metropolitan about contraceptive methods and their personal experience of sex, their recognition about contraceptive methods and their personal experience 547 public university students in Bangkok Metropolitan from the art science field and the science field, 286 male students and 261 female, were enrolled by stratified random sampling from November 2001 to January 2002. The results of the study showed that over 94% of the students could recognize contraceptive methods; condom, a female pill, vasectomy and tubal ligation. Sex of student had association to recognition of some contraceptive methods; coitus interruptus, vagina cap and vaginal cream significantly (P < 0.01, < 0.01 and 0.05 respectively). The students had personal experience about condom (22.7%) and coitus interruptus (15.7%). Sex of student associated to their personal experience of some contraceptive methods; condom and coitus interruptus significantly (P < 0.01). They, male students, selected condom as future contraceptive methods while female students selected a female pill. They and their partner, 81.5%, shared their idea before they had final decision about contraceptive methods. Their opinions about effectiveness and side effects of a male pill were in moderate level and they highly agreed that it was the best way to control contraception by male. If there was a male pill available, male students (46.5%) decided to choose it but female students (57.1%) didn’t sure. The results of the study indicated that the students recognized different kinds contraceptive methods but most of them ever used condom. Because a male pill was under research and development, it needed more public recognition.

โมเดลความสัมพันธ์เชิงสาเหตุของความพึงพอใจในงานของพยาบาลวิชาชีพ

จารุพร แสงเป่า วท.ด (การวิจัยพฤติกรรมศาสตร์ ฯ)

     การวิจัยครั้งนี้ มีจุดมุ่งหมายเพื่อศึกษาโมเดลความสัมพันธ์เชิงสาเหตุของความพึงพอใจในงานของพยาบาลวิชาชีพในโรงพยาบาลสังกัดสำนักการแพทย์ กรุงเทพมหานคร และพัฒนาโมเดลความสัมพันธ์เชิงสาเหตุของความพึงพอใจในงานของพยาบาลวิชาชีพ ตัวแปรภายนอกโมเดลการวิจัย ได้แก่ การสนับสนุนทางสังคม (จากหัวหน้าหออภิบาลผู้ป่วยและเพื่อนร่วมงาน) ส่วนตัวแปรในโมเดลการวิจัย ได้แก่ (1.) ความเหนื่อยหน่ายในงาน (ความรู้สึกอ่อนล้าทางด้านอารมณ์ ความรู้สึกลดความเป็นบุคคล และความสำเร็จส่วนบุคคลลดลง) (2.)ความผูกพันต่อวิชาชีพการพยาบาล (ค่านิยมของวิชาชีพ ความเต็มใจที่จะปฏิบัติงานเพื่อวิชาชีพ และการรักษาความเป็นสมาชิกของวิชาชีพ) (3.) ความพึงพอใจในงานของพยาบาลวิชาชีพ (ความพึงพอใจในงานด้านบริบท และความพึงพอใจในงานด้านของความรู้สึก) กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยเป็นพยาบาลวิชาชีพ ในโรงพยาบาล สังกัด สำนักการแพทย์ กรุงเทพมหานคร 4 แห่ง จำนวน 510 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลโดยการใช้แบบสอบถามการวิเคราะห์ข้อมูลเบื้องต้น
ด้วยสถิติเชิงบรรยายการวิเคราะห์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน โดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูป SPSS/PC การวิเคราะห์อิทธิพล (Path analysis) ประเภทมีตัวแปรแฝง (Latented variables) โดยใช้โปรแกรมลิสเรล 8 (LISREL VIII)
           ผลการวิจัยพบว่า โมเดลความสัมพันธ์เชิงสาเหตุของความพึงพอใจในงานของพยาบาลวิชาชีพในโรงพยาบาล สังกัดสำนักการแพทย์ กรุงเทพมหานคร ประกอบด้วย ตัวแปรสังเกตได้ 10 ตัวแปร และตัวแปรแฝง 4 ตัวแปร มีความกลมกลืนกับข้อมูลเชิงประจักษ์ มีค่า ไค-สแควร์ (Chi-square) เท่ากับ 12.42 ที่องศาอิสระ เท่ากับ 7 ค่าความน่าจะเป็น (P-value) เท่ากับ 0.09 ค่าดัชนีวัดระดับความกลมกลืน (GFI)เท่ากับ 0.99 ค่าดัชนีรากของกำลังสองเฉลี่ย ของค่าความแตกต่างโดยประมาณ (RMSEA) เท่ากับ 0.04 ตัวแปรทั้งหมดที่นำมาศึกษาในโมเดลพบว่า มีนัยสำคัญทางสถิติต่อความพึงพอใจ ในงานของ พยาบาลวิชาชีพ โดยมีอิทธิพลทางตรงเท่ากับอิทธิพลทางอ้อม โดยตัวแปรที่มีอิทธิพลรวมสูงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ เรียงลำดับจากมากไปน้อย คือการสนับสนุนทางสังคม ความผูกพันต่อวิชาชีพการพยาบาล และความเหนื่อยหน่ายในงาน พบว่ามี 2 ปัจจัย คือ การสนับสนุนทางสังคม ความผูกพันต่อ วิชาชีพการพยาบาล มีอิทธิพลทางตรงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ขณะที่พบว่าอีก 2 ปัจจัย คือ การสนับสนุนทางสังคม และความเหนื่อยหน่าย ในงาน มีอิทธิพลทางอ้อมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ และโมเดลสามารถอธิบายความแปรปรวนของโมเดลความพึงพอใจในงานของพยาบาลวิชาชีพได้ร้อยละ 78
              The purpose of this research were to study the causal relationship model of job satisfaction of professional nurses in Bangkok Metropolitan hospitals , and to construct the model of job satisfaction of professional nurses bases on the findings. The exogenous variable was social support (head nurse support and co-worker support). The endogenous variables were (1.) job burnout (emotional exhaustion, depersonalization and personal accomplisment ) (2.) professional nursing commitment (professional value , effort to professional and continuance commitment) (3.) job satisfaction of professional nurses. (context job satisfaction and affecting job satisfaction )
               The sample consisted of 510 professional nurses drawn from 4 Bangkok Metropolitan hospitals. Questionaires were administered for collecting data. The SPSS/PC were used in order Analyzed the descriptive satistics, Pearson Product Moment correlation. The LISREL8 programs were applied to construct the path analysis with latented variables.The research was found that the modified causal relationship model of job satisfaction of professional nurses in Bangkok Metropolitan hospitals consisting of 10 observed variables 4 latented variables, were fitted to the empirical data with a chi-square of 12.42 df = 7 P-value = .09 and GFI = .99 RMSEA = .04 . Most of the significant influences of causal relationship on job satisfaction of professional nurses were direct equal indirect effect from high to low were social support , professional nursing commitment and job burnout. Two factors : social support and professional nursing commitment had satistically significant effects on job satisfaction of professional nurses were directly. While two factors : social support and job burnout had satistically significant effects on job satisfaction of professional nurses indirectly. The model accounted for 78 percent of the variance on job satisfaction of professional nurses.

การสำรวจภาวะสุขภาพจิต และความต้องการทางสุขภาพจิต ของคนไทยในชุมชนหัวรถจักรตึกแดง บางซื่อ
ชะไมพร ธรรมวาสี นิยดา ภู่อนุสาสน์         

          การวิจัยครั้งนี้เป็นการสำรวจภาวะสุขภาพจิตและความต้องการทางสุขภาพจิตของคนไทยในชุมชนหัวรถจักรตึกแดง เขตบางซื่อ ปี พ.ศ. 2544 เป็นการวิจัยเชิงพรรณนา โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพปัญหาสุขภาพจิต ปัญหาสังคมที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพจิตของบุคคล ครอบครัวและชุมชน รวมทั้งสำรวจความต้องการทางสุขภาพจิตโดยใช้แบบสัมภาษณ์ปลายปิด จำนวน 24 ข้อใหญ่ ที่คณะทำงานจากกองแผนงาน กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข เป็นผู้สร้างขึ้นผ่านการนำไปทดลองใช้ และปรับปรุงจากผู้เชี่ยวชาญทำการสุ่มตัวอย่างโดย random sampling กลุ่มตัวอย่างจำนวน 690 คนทำการเก็บข้อมูลระหว่างเดือนกรกฎาคม - กันยายน 2544 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูป SPSS for Windows ใช้ค่าสถิติ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย
และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ ข้อมูลการวิจัยแบ่งเป็น 3 ระดับ คือ บุคคล ครอบครัว และชุมชน ดังนี้ระดับบุคคล พบว่าร้อยละ 51.74 ของผู้ถูกสัมภาษณ์ มีอาการของโรคประสาทที่เกิดขึ้นบ่อย มีภาวะซึมเศร้าร้อยละ 16.23 และมีภาวะเสี่ยงต่อภาวะซึมเศร้าร้อยละ 9.57 ปัญหาการฆ่าตัวตาย
ส่วนใหญ่ไม่เคยคิดฆ่าตัวตายร้อยละ 93.18 เคยคิดและทำมาแล้วร้อยละ 1.59 มีปัญหาทุกข์ใจไม่สบายใจร้อยละ 61.74 โดยส่วนใหญ่มีสาเหตุจาก ปัญหาเศรษฐกิจการเงินและการทำงาน / การประกอบอาชีพร้อยละ 56.38 โดยเลือกวิธีแก้ไขปัญหาด้วยตัวเองเป็นส่วนใหญ่ร้อยละ 53.62 มีเพียงร้อยละ 31.45ที่ใช้วิธีการพึ่งพาผู้อื่น

ผลกระทบและการจัดการกับตนเองต่อภาวะกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ของผู้สูงอายุสตรีไทยในชุมชนเขตมีนบุรี
เพ็ญศิริ สันตโยภาส (พย.ด.)
          

            การวิจัยนี้เป็นการศึกษาเชิงสำรวจเพื่อหาอัตราความชุกของภาวะกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ปัจจัยที่เกี่ยวข้องผลกระทบที่เกิดขึ้นและวิธีการจัดการกับตนเองในกลุ่มผู้สูงอายุสตรีอายุ60 ปีขึ้นไป ที่อาศัยอยู่ ในชุมชนเขตมีนบุรีระหว่างเดือนธันวาคม 2543 ถึงมกราคม 2544 ใช้วิธีการสัมภาษณ์ผู้สูงอายุสตรีที่บ้านจำนวน 190 คน ตามกรอบแนวคิดเชิงระบาดวิทยาซึ่งประกอบด้วย ลักษณะทางชีวภาพ สิ่งแวดล้อมแบบแผนการดำเนินชีวิตและระบบดูแลสุขภาพ ผลการวิจัยพบว่าผู้สูงอายุสตรีมีภาวะกลั้นปัสสาวะไม่อยู่มีจำนวน62คนคิดเป็นอัตราความชุกร้อยละ32.6 ชนิดของภาวะกลั้นปัสสาวะ ไม่อยู่ที่พบมากที่สุด ได้แก่ ชนิดผสมร้อยละ 45.2 ของทั้งหมด และพบผู้มีภาวะกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ระดับรุนแรงมากร้อยละ 41 ผลกระทบทางจิตใจที่ส่งผลต่อชีวิต ทางสังคมของผู้สูงอายุสตรีได้แก่ การก่อให้เกิดความรำคาญคิดเป็นร้อยละ 44.2 ผู้สูงอายุสตรีส่วนใหญ่ยอมรับสภาพต่อภาวะกลั้นปัสสาวะ ไม่อยู่และมีวิธีการจัดการกับตนเองที่ใช้บ่อย ได้แก่ เปลี่ยนผ้าเมื่อเปียก พยายามอยู่บ้านไม่ไปไหน และรีบเข้าห้องน้ำ คิดเป็นร้อยละ 51.6, 45.2 และ 41.9 ตามลำดับ ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการกลั้นปัสสาวะไม่อยู่อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ได้แก่ การเป็นโรคหัวใจ การเป็นโรคเบาหวาน การเป็นโรคระบบทางเดินหายใจ ภาวะท้องผูกเรื้อรัง ประวัติการใช้ยาโดยเฉพาะยาแก้หวัดคัดจมูก ความสะดวกในการใช้สถานบริการ ประวัติการเจ็บป่วยปัจจุบัน และภาวะซึมเศร้า สำหรับความชุก ของภาวะกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ในผู้สูงอายุสตรีเขตมีนบุรีมีมากถึงร้อยละ 32.6 ซึ่งนับเป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญ จำเป็นต้องได้รับการแก้ไข โดยจัดโปรแกรมการ ให้ความร ู้แก่ผู้มีอาการ ครอบครัว และผู้ให้บริการด้านสุขภาพในการป้องกันและควบคุมการกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ เพื่อให้เกิดความรู้ มีทัศนคติ ความคาดหวัง และการจัดการกับ ปัญหาได้อย่างถูกต้องและเหมาะสมต่อไป

        The purpose of this survey research was to investigate the prevalence of urinary incontinence(UI), related factors, psycho-social impacts and self-management methods of UI of Thai elderly females age 60 years and over living in the general community in Minburee district. One hundred and ninety elderly females were interviewed using epidemiological model to obtain data about their human biological and environment factors, life-styles and the access to health-care systems for factors related to UI.
         The results showed that the prevalence of UI in Thai elderly females was 32.6 %. The commonest type is mixed UI (45.2 %), which is characterized by the presentation of both stress and urge UI simultaneously. 41 % Of the UI cases, were classified as severe incontinence. The psychological impacts that affected their social life were the perceptions of irritablility(44.2 %). Most of the UI cases accepted their incontinence and the most common methods for self-management were changing their wet clothes, avoiding being outside, and urgency toileting (51.6, 45.2, and 41.9 respectively). Factors that significantly related to UI were heart disease, diabetes melitus, respiratory disease, constipation, drug use espectially decongestant, present illness, accessibility, and depression. The findings indicated that UI in Thai elderly females is a major public health problem which needs to be solved. Appropiate health education programs for the prevention and control of UI to help change people's knowledge, attitude, expectations, and management of UI are necessary for clients, families, and health care providers. It is important to set up a training program to prepare nurse specialists in this area and to integrate appropiate UI education into curriculum for health care providers.


 การพยาบาลด้านจิตวิญญาณกับกระบวนการพยาบาล Spiritual Care : Nursing Process
ทัศนีย์ ทองประทีป , D. S. N.

           การศึกษาวิชาชีพการพยาบาลในอดีตมักจัดการสอนวิชาการพยาบาลด้านจิตวิญญาณรวมกับการพยาบาลทางด้านจิตใจ แนวคิดต่าง ๆ ในการสอนส่วนใหญ่มาจากวัฒนธรรมและความเชื่อ ของนักวิชาการตะวันตก ในยุคของวัตถุนิยมและเทคโนโลยีทางการแพทย์ พยาบาลไทยตระหนักดีถึงความสำคัญในการดูแลบุคคล ที่จะต้องครอบคลุมความต้องการที่เกี่ยวกับ เรื่องศาสนาและจิตวิญญาณ ในปี 2533 สมาคมพยาบาลแห่งประเทศไทย ได้จัดการประชุมระดับชาติ ในกรุงเทพ เรื่องการพยาบาลในมิติจิตวิญญาณ ซึ่งถือเป็นหลักฐานสำคัญที่ยืนยันได้ว่าพยาบาลไทยเห็นความสำคัญ ของการดูแลบุคคลแบบองค์รวม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการพยาบาลด้านจิตวิญญาณ อย่างไรก็ตามในปัจจุบัน บทความทางวิชาการที่เกี่ยวกับ จิตวิญาณกับกระบวนการพยาบาล และผลการวิจัยด้านการดูแล จิตวิญญาณในวัฒนธรรมไทยยังมีจำกัด จึงเป็นหน้าที่ของพยาบาลทุกฝ่าย ที่ต้องช่วยกันทำให้การพยาบาล
ด้านจิตวิญญาณมีความชัดเจน เพื่อสามารถตอบสนองความต้องการของ ผู้ใช้บริการตาม วัฒนธรรม และความเชื่อได้อย่างเหมาะสม
           Historically, spiritual care in nursing education has been taught under the topic of psychological care . Most of spiritual concepts in the Thai nursing curricula were based on Western culture. In the world of material values and medical technology , Thai nurses realize that religious and spiritual beliefs are important in providing in nursing care . The Spiritual Care Conference, the first national conference on spiritual issues , was organized in 190 by the Nurses Association of Thailand in Bangkok to clarify spiritual concepts for all health care teams. However, the literature concerning spirituality and nursing process, and research on spiritual care in nursing in Thailand has not been published or written as much as it should be. Therefore , nurse educators and clinical nurses have to clear spiritual concept for providing spiritual care based on clients ‘ culture and beliefs.
Key words : Spirituality, spiritual Care , Nursing Process
ลงในวารสารสภาการพยาบาล.(2545); 17 (1) : หน้า 1 - 2

การส่งเสริมสุขภาวะด้านจิตวิญญาณSpiritual Health promotion
ทัศนีย์ ทองประทีป , D. S. N. 
           

          การพยาบาลแบบองค์รวม คือการดูแลบุคคลทางด้านร่างกาย จิตใจ สังคมและจิตวิญญาณ ถือเป็นแนวคิดหลักของการพยาบาลในประเทศไทยตั้งแต่ประมาณปี พ.ศ. 2520 มิติจิตวิญญาณถือเป็นส่วนสำคัญของทุกชีวิต พยาบาลถือว่าเป็นผู้นำด้านการดูแลบุคคลในมิติจิตวิญญาณปัจจุบันมีบุคลากรด้านสุขภาพอื่นเริ่มให้ความสนใจและมีการพูดถึงมิติจิตวิญญาณมากขึ้นการดูแลบุคคลด้านมิติจิตวิญญาณ นับว่ามีความสำคัญต่อสุขภาวะ และการเยียวยารักษา กระบวนการเยียวยารักษาเริ่มขึ้นเมื่อผู้ใช้บริการได้รับการดูแลเอาใจใส่อย่างคนที่มีคุณค่าหรือได้รับความเคารพ ซึ่งจะทำให้เกิดความหวังและมีกำลังใจเข้มแข็งขึ้น ในฐานะพยาบาล ที่ให้การดูแลสุขภาวะ ของบุคคลจึงช่วยกันค้นคว้าวิจัยเกี่ยวกับการดูแลและการส่งเสริมสุขภาวะในมิติจิตวิญญาณ เพื่อสร้างองค์ความรู้ด้านนี้ให้มีความชัดเจนยิ่งขึ้นจุดประสงค์ ของบทความนี้เพื่อนำเสนอความสำคัญ และความเป็นมาของ มิติจิตวิญญาณความหมายของสุขภาวะและความเจ็บป่วยทางด้านจิตวิญญาณ ความสำคัญของการส่งเสริมและกิจกรรมที่จะช่วยส่งเสริมสุขภาวะด้านจิตวิญญาณ
คำสำคัญ การส่งเสริมสุขภาพ , จิตวิญญาณ

           Holistic care , including physical, psychological, social and spiritual care, because a key concept of nursing in Thailand around 1997. Spirituality is a vital part of a person’ s life. Nurses are truly at forefront of talking about, and providing spiritual care. The other health care providers are just now beginning to address it . Spiritual care is important to health and healing. When a patient feels care for, valued, and respected, inner strengths and hope are mobilized for the work of healing. As nurses, we must continue to do more nursing research of spiritual care and spiritual health promotion to strengthen our body of knowledge. The purpose of this article is to discuss the significant of spiritual dimensions in the Thai society. First, the meaning of spiritual health, spiritual well – being, and spiritual illness will be given. Next, the spiritual health promotion activities will be presented
Key words : Health Promotion, Spirituality

ลงในวารสารสภาการพยาบาล. (2545); 17(3):หน้า 51


ความสัมพันธ์ของความรู้ ทัศนคติ และการปฏิบัติการพยาบาลด้านจิตวิญญาณของพยาบาลในสังกัดสำนักการแพทย์
The Relationship of Knowledge , Attitude and Practice related to Spiritual care among Nurse working within the Department of Medical Service
ทัศนีย์ ทองประทีป , D. S. N. และคณะ

      The purpose of the research was to examine the relationship of knowledge , attitude and practice in providing spiritual care for clients among nurses working with in The Department of Medical Service . The subjects consisted of 365 nurses which were selected by quota sampling technique. The research instrument , questionnaire , was developed by the investigators based on their clinical experiences . The instrument included four sections : demographic data , knowledge , attitude and practice related to spiritual care . The final questionnaire was evaluated by the two experts for content validity. It’s reliability based on the Cronbach Alfa Coefficient method was satisfactory ( r = 0.85 ) . The questionnaire was sent to random sample of 365 nurses in 8 hospitals of The Department of Medical Service between July to August 2544 , and 97.3 % of questionnaire were returned . The data were analyzed by using frequency , percentage , mean ,standard deviation , one way analysis of variance , and Pearson Product Moment Correlation Coefficient. The finding were the following : 1) The demographic data of the nurses with difference in age, level of education , religion , nursing experiences has no statistically significant differences in knowledge , attitude and practice about spiritual care , and 2) There were statistically significant related in the positive direction at 0.01 level between knowledge and attitude , knowledge and practice , and attitude and practice in providing spiritual care . ( r = 0.287, 0.135 , 0.314 respectively )
Key words : Relationship of knowledge , Attitude , Holistic care ,Spiritual care Nurses


ความสัมพันธ์ระหว่างความรู้ ทัศนคติ และการปฏิบัติการพยาบาลด้านจิตวิญาณ ของอาจารย์พยาบาลที่สอนนักศึกษาบนคลินิก
The Relationship of Knowledge, Attitude and Practice related to Spiritual Care among Clinical Nurse Educatorsทัศนีย์ ทองประทีป , RN , D.S.N. *นุศ ทิพย์แสนคำ , RN, MS **บุญทิวา สู่วิท ย์ , RN , MS **

          การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสำรวจความคิดเห็นของอาจารย์พยาบาลเกี่ยวกับการจัดการเรียนการสอนการพยาบาลด้านจิตวิญญาณและศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความรู้ทัศนคติ และการปฏิบัติการพยาบาลด้าน จิตวิญญาณ กลุ่มตัวอย่างเป็นอาจารย์พยาบาลที่สอนนักศึกษาพยาบาลบนคลินิก450คน ที่ได้จากการสุ่มตัวอย่างแบบโควต้า ในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการ อุดมศึกษาและ วิทยาลัยพยาบาลต่าง ๆ ทั่วประเทศ เครื่องมือ คือ แบบสอบถามที่พัฒนาจากเครื่องมือชุดแรกที่คณะผู้วิจัยสร้างขึ้น เก็บรวบรวมข้อมูล โดยให้กลุ่มตัวอย่างตอบแบบสอบถาม ระหว่างเดือนมีนาคม 2545 ถึง เดือนมิถุนายน 2546 ได้แบบสอบถามคืนทั้งสิ้น 307 ฉบับ (68.2%) วิเคราะห์ข้อมูลหาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสถิติที ค่าสถิติเอฟ โดยวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว และสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน
          ผลการวิจัยที่สำคัญมีดังนี้อาจารย์พยาบาลส่วนใหญ่ระบุว่าการพยาบาลด้านจิตวิญญาณคือส่วนหนึ่งของเนื้อหาการสอนในระดับปริญญาตรีจำนวน97.1%การสอนเนื้อหาด้านจิตวิญญาณแบบ ผสมผสานในทุกวิชาจำนวน 63 % มีการจัดการเรียนการสอนในนักศึกษาระดับ ชั้นปี 2 – ปี 4 จำนวน 54.1 % เวลาที่ใช้ในการสอนไม่แน่นอนจำนวน 63.5% วิธีการจัดการเรียนการสอนที่ใช้มีทั้ง บรรยาย อภิปราย และกรณีศึกษาจำนวน 71 % มีการเชื่อมโยงการพยาบาลด้านจิตวิญญาณในการสอนบนคลินิกอยู่ในระดับดีปานกลางจำนวน 54.7 % อาจารย์เป็นต้นแบบผู้ดูแลบุคคล ในระดับดีจำนวน 37.1 % สำหรับข้อมูลส่วนบุคคลพบว่าอาจารย์พยาบาลกลุ่มตัวอย่างที่มี อายุ ระดับการศึกษา ประสบการณ์ในการทำงานแตกต่างกัน ด้านจิตวิญญาณมีความรู้เกี่ยวกับ การพยาบาลทางด้าน จิตวิญญาณแตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 แต่ไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ระหว่างทัศนคติและการปฏิบัติการพยาบาลด้านจิตวิญญาณและยังพบว่าความรู้เรื่องการพยาบาลด้านจิตวิญญาณของอาจารย์พยาบาลกลุ่มตัวอย่างมีความสัมพันธ์ทางบวกกับการปฏิบัติการพยาบาล และความรู้กับทัศนคติเรื่องการพยาบาลด้านจิตวิญญาณนั้น มีความสัมพันธ์เชิงบวก อย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05
คำสำคัญ: การสอนด้านจิตวิญญาณ การดูแลบุคคลแบบองค์รวม
* ผู้ช่วยศาสตราจารย์ประจำวิทยาลัยพยาบาลเกื้อการุณย์
** อาจารย์ประจำวิทยาลัยพยาบาลเกื้อการุณย์

Abstract
          The purposes of the research were to survey the teaching and learning activities related to spiritual care among nurse educators who teach in clinical areas , and to examine the relationship of their knowledge, attitude, and practice. The subjects were nurse educators who work within the faculties of nursing collages and universities throughout the country. The research instrument, a questionnaires were distributed to the nurse educators between March 2002 to June 2003 . tree hundred and seven (68.2 %) of the questionnaires were returned . The data were analyzed using frequency , percentage , mean , stand deviation , and Pearson product moment correlation coefficient . The finding were the following : While most of the nurse educators (97.1%) stated that spiritual care was the part of the nursing curriculum for their undergraduate students , the sixty three percent of the educators indicated that spiritual care was integrated with other subjects. Most often (54.1%) spiritual care content was taught in the later half ( 2nd to 4th year ) of the curriculum. Seventy – one percent of the educators indicated they used a mix of lecture, discussion and case study to teach spiritual care . Other , lesser used methods included problem – based learning and clinical teaching. Only 37.1% assessed themselves as good role models for providing spiritual care. They indicated that only 54.7% of the time did they overtly address spiritual concepts in their clinical teaching . While the demographic data evidenced that nurses of different ages and levels of education and nursing experience has statistically significant differences in knowledge (0.01 level ) but their were no statistically significant between their attitudes and nursing practice . There was a statistically significant positive relationship ( 0.01 level ) between knowledge and nursing practice , but there were no statistically significant differences in knowledge and attitude , and attitude and nursing practice at the 0.05 level .
Key words : spiritual teaching , holistic care and spiritual care
ลงในวารสารเกื้อการุณย์.(2547); 11 (1) : หน้า 36 – 37

ความหวังในผู้สูงอายุที่เจ็บป่วยเรื้อรัง
Hope of the Elderly with Chronic Illness

นงลักษณ์ นฤวัตร วท.ม. (พยาบาลศาสตร์)*ประไพวรรณ ด่านประดิษฐ์ กศ.ม. (การวัดผลการศึกษา)**ทัศนีย์ ทองประทีป D.NS.*

ความหวัง (hope) เป็นกำลังใจหรือเป็นพลังที่สำคัญ จำเป็นต่อการเจริญเติบโตและการดำรงชีวิตของมนุษย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเกิดการเจ็บป่วย ความหวังเปรียบเหมือนน้ำหล่อเลี้ยงจิตใจ ที่ช่วยให้บุคคลสามารถเผชิญต่อการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับชีวิต การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยทางปรากฏการณ์วิทยา เพื่อศึกษาถึงประสบการณ์ชีวิตด้านความเชื่อ ความรู้สึกและพฤติกรรมที่เกี่ยวข้องกับความหวังในผู้สูงอายุที่เจ็บป่วยเรื้อรัง โดยคัดเลือกผู้ให้ข้อมูลแบบเฉพาะเจาะจง ในกลุ่มผู้สูงอายุที่เจ็บป่วยเรื้อรัง และเข้ารับการรักษาตัวในหอผู้ป่วยอายุรกรรมชายและหญิง วิทยาลัยแพทยศาสตร์กรุงเทพมหานครและวชิรพยาบาล จำนวน 10 ราย การเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์แบบเจาะลึก และการสังเกตแบบมีส่วนร่วมเป็นรายบุคคล แล้วนำข้อมูลที่ได้จากการสัมภาษณ์ มาวิเคราะห์เนื้อหาจัดหมวดหมู่ข้อมูลและอธิบายแก่นของความหมาย เพื่อให้มีความชัดเจนขึ้น
ผลการวิจัยในการศึกษาครั้งนี้สามารถสรุปได้ 3 ประเด็นหลัก (theme) ในแต่ละประเด็นหลักยังแบ่งเป็นประเด็นย่อย (sub-theme) ได้ 10 ประเด็น ดังนี้ การรับรู้ของผู้สูงอายุกับความเจ็บป่วยเรื้อรังที่มีผลกระทบทั้งด้านร่างกาย จิตใจ และจิตวิญญาณ โดยมีประเด็นย่อยได้อีก 3 ประเด็น ดังนี้ ก) ความเจ็บป่วยความตายเป็นเรื่องธรรมดาของชีวิต ข) เป็นเรื่องของเวรกรรม ค) เป็นสิ่งที่เตือนสติในการดำเนินชีวิต 2. ผู้สูงอายุ ที่เจ็บป่วยเรื้อรังได้ให้ความหมายของความหวัง ตามการรับรู้และความรู้สึกได้เป็น 3 ประเด็นย่อย ดังนี้ ก) เป็นกำลังใจ ข๗ เป็นความรู้สึกที่เกิดความสุขใจ ค) ความคาดหวัง 3. ปัจจัยที่มีผลต่อความหวังของผู้สูงอายุที่เจ็บป่วยเรื้อรัง มีประเด็นย่อย 4 ประเด็น ดังนี้ ก) การมีสุขภาพที่ดี ข) การดูแลสุขภาพตนเอง ค) แหล่งสนับสนุนของความหวัง ง)ความยากลำบากในการดำเนินชีวิต

* อาจารย์ประจำภาควิชาการพยาบาลอายุรศาสตร์ – ศัลยศาสตร์ วิทยาลัยพยาบาลเกื้อการุณย์
** ผู้ช่วยศาสตราจารย์ประจำภาควิชาการพยาบาลสูตินรีเวชศาสตร์ วิทยาลัยพยาบาลเกื้อการุณย์

Abstract
Hope is the necessary willpower or an important power of human beings for growth and living , especially when the people face with their own suffering and illness. Hope is metaphor as water growing people’s mind to deal with the changes of life, especially in the difficulty time of illness. This qualitative research approach was used in order to explore lived experiences regarding beliefs, feeling, and behaviors relate to hope in the elderly patients with chronic illness. The ten informants were purposive sampling from the elderly patients with chronic illness who were admitted in the mail and female medical unit, Bangkok Metropolitan Administration Medical College and Vajira Hospitals. In depth interview and participant observation were used to collect the data. The data were analyzed by using the phenomenological method of Colazzi. All audiotapes of interviews were transcribed verbatim. All the data were clarified and analyzed by content analysis, and then the datd were categorized and explained substantial meaning.
The results of the research, three themes and 10 sub-themes were emerged. Firstly, the chronic illness has affected to their physical, mental, and spiritual aspects. This theme can be categorized as follows : a) chronic illness and death are simple phenomena of life, b) chronic illness is the result of one’s own unwholesome deeds, c) chronic illness serves as the remindful experience to adjust one’s life style and self-care practice. Secondly, meaning of hope according to their beliefs and feelings which can be identified as follows : a) willpower, b) happiness, and c) expectancy. Finally, factors that affect hope can be categorized into 4 sub-themes as follows : a) healthy, b) self-care, c) sources of hope, and d) the hardiness of living.

ลงในวารสารพยาบาล ปีที่ 52 ฉบับที่ 1 มกราคม – มีนาคม 2546

การประเมินผลการดูแลสภาวะสุขภาพอนามัยของพยาบาลสังกัดกรุงเทพมหานคร
Evaluation on health care of Bangkok Metropolitan Administration nurses

นฤชล จงรุ่งเรื่อง* วท.บ. (พยาบาล) วท.ม. (กายวิภาคศาสตร์)
ปิยธิดา นิลศรีกุล** วท.บ. (พยาบาลสาธารณสุข) ค.ม. (บริหารการศึกษา)

บทคัดย่อ
การวินิจฉัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินลการดูแลสภาวะสุขภาพอนามัยของพยาบาลสังกัดกรุงเทพมหานคร ที่มารับการอบรมโครงการส่งเสริมสุขภาพชายหญิงวัยทอง การดูแลสภาวะสุขภาพอนามัยของพยาบาล สังกัดกรุงเทพมหานครโดยใช้เกณฑ์มาตรฐานของชื่น เตชามหาชัย 4 ด้านประกอบด้วย การมีสภาวะสุขภาพดีทั้งกายและจิต สภาวะสุขภาพทางช่องปากที่มีฟันถาวรใช้งานได้อย่างน้อย 20 ซี่ มีดัชนีมวลกายอยู่ในระดับปกติและสามารถช่วยเหลือผู้อื่นได้ กลุ่มตัวอย่างคือพยาบาลสังกัดกรุงเทพมหานครจำนวน 130 คน เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามประกอบด้วยข้อมูลส่วนบุคคลและแบบสอบถามของชื่น เตชามหาชัยจำนวน 62 ข้อ วิเคราะห์ข้อมูลโดยโปรแกรม SPSS for window โดยหาค่าอัตราร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและทดสอบความแตกต่างระหว่างกลุ่มด้วยไคว์สแควร์ที่ระดับนัยสำคัญ 0.05
ผลการวิจัยพบว่า
พยาบาลสังกัดกรุงเทพมหานคร ที่มารับการอบรมโครงการส่งเสริมสุขภาพชายหญิงวัยทอง มีสภาวะสุขภาพอนามัยดีทั้งกายและจิต จำนวน 16 คน หรือร้อยละ 12.3 ีสภาวะสุขภาพทางช่องปากดีจำนวน 108 คนหรือร้อยละ 83.1 มีดัชนีมวลกายอยู่ในระดับปกติจำนวน 72 คนหรือร้อยละ 55.4 และสามารถช่วยเหลือผู้อื่นได้จำนวน 116 คนหรือร้อยละ 89.2 สรุปว่าพยาบาลที่มารับการอบรมโครงการส่งเสริมสุขภาพชายหญิงวัยทอง มีสภาวะสุขภาพของพยาบาล สังกัดกรุงเทพมหานครที่พึงประสงค์ครบทั้ง 4 ประการจำนวน 16 คนหรือร้อยละ 12.3ความสัมพันธ์ของปัจจัยข้อมูลทั่วไปส่วนบุคคล กับสภาวะสุขภาพอนามัยของพยาบาล สังกัดกรุงเทพมหานครพบว่า เขตที่อยู่อาศัยมีความสัมพันธ์กับสุขภาพจิตและสภาวะสุขภาพทางปาก อย่างมีนัยสำคัญที่ 0.05 (X2=18.53 และ 22.32) อายุของพยาบาลมีความสัมพันธ์กับสุขภาพทางกายอย่างมีนัยสำคัญทางสติถิที่ 0.05 (X2=40.42) พยาบาลที่สมรสแล้วมีความสัมพันธ์กับ สุขภาพทางจิตอย่างมีนัยสำคัญทางสติถิที่ 0.05(X2=17.98) แลพยาบาลปริญยาตรีมีความสัมพันธ์กับสุขภาพทางปากอย่างมีนัยสำคัญทางสติถิที่ 0.05(X2=21.92)
คำสำคัญ ประเมินผล / การดูแลสภาวะสุขภาพอนามัยของพยาบาล / กรุงเทพมหานคร
*ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ภาควิชาวิทยาศาสตร์พื้นฐาน วิทยาลัยพยาบาลเกื้อการุณย์
**ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ภาควิชาการพยาบาลสูติศาสตร์ วิทยาลัยพยาบาลเกื้อการุณย์
Abstract
The objective of this study was to evaluate the state of health care of Bangkok Metropolitan Administration nurses who promoted self-care awareness in the aging population. The evaluating criteria of Chaen Techamahachai are(1) maintenance of physical & mental health, (2) oral health
Possession of a minimum of 20 teeth, (3) normal body mass index and (4) ability to care for others. Data were collected from 130 respondents by using a set of questionnaires about general questions and Chaen Techamachai’s questionnaires which had 62 questions. The collected data were analyzed using SPSS for window to compute the percentage, mean and standard deviation. Chi-square tests were performed to determine the significant at 0.05 level difference between the groups. The results revealed that 16 (or 12.3%) had good physical and mental health while 108 (or 83.1%) got oral health possession of a minimum of 20 teeth. The personal with normal body mass index and ability to care for others were 72 (or 55.4%) and 116 (or 89.2%) respectively. It was concluded that 16 subjects (12.3%) met all four evaluating criterions. The relation between the state of health care and general data were : the assumption zone significantly related to mental and oral health (X2=18.53, 22.32). : the age of nurse related to physical health at p value 0.05(X2=40.42). : the marital nurse significantly related to mental health (X2=17.98). : the bachelor degree nurse related to oral health at p value 0.05(X2=21.92).
Key words : Evaluation, health care, Bangkok Metropolitan Administration nurses


การศึกษาผลของการจัดการเรียนการสอนผู้เรียนเป็นศูนย์กลางโดยใช้รูปแบบซิปปา กับพฤติกรรมใฝ่รู้ของนักศึกษาพยาบาล วิทยาลัยพยาบาลเกื้อการุณย์
Study the result of student centered : model CIPPA and the inquiry behavior of the nursing student at Kuakarun College of Nursing

นฤชล จงรุ่งเรือง* วท.บ. (พยาบาล) วท.ม. (กายวิภาคศาสตร์)
ปิยธิดา นิลศรีกุล** วท.บ. (พยาบาลสาธารณสุข) ค.ม. (บริหารการศึกษา)

บทคัดย่อ
        

             การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลการจัดการเรียนการสอนผู้เรียนเป็นศูนย์กลางโดยใช้รุปแบบซิปปากับพฤติกรรมใฝ่รู้ของนักศึกษาพยาบาลชั้นปี1ศึกษาความแตกต่าง ของพฤติกรรมใฝ่รู้ก่อน-หลังจากการเรียนกานสอนผู้เรียนเป็นศูนย์กลางโดยใช้รูปแบบซิปปาและความสัมพันธ์ของพฤติกรรมใฝ่รู้โดยรวมก่อนและหลังการจัดการเรียนการสอนผู้เรียนเป็นศูนย์กลางโดยใช้รุปแบบซิปปา กับการรจัดการเรียนการสอนผู้เรียนเป็นศูนย์กลางโดยใช้รูปแบบซิปปา กลุ่มตัวอย่างคือนักศึกษาพยาบาลชั้นปีที่ 1 วิทยาลัยพยาบาลเกื้อการุณย์ สำนักการแพทย์ กรุงเทพมหานคร ปีการศึกษา 2544 จำนวน 148 คน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถาม 2 ฉบับ ได้นำไปทดสอบหาค่าความเชื่อมั่นได้เท่ากับ 0.91 และ 0.86 วิเคราะห์ข้อมูลโดยหาค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน วิเคราะห์พฤติกรรมใฝ่รู้ก่อน-หลังจากการเรียนการสอนผู้เรียนเป็นศูนย์กลางโดยใช้รูปแบบซิปปา ด้วย t-test และการหา สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ ์ระหว่างพฤติกรรมการจัดการเรียนการสอน ผู้เรียนเป็นศูนย์กลางโดยใช้รูปแบบซิปปากับพฤติกรรมใฝ่รู้
ผลการวิจัยพบว่า
การจัดการเรียนการสอนผู้เรียนเป็นศูนย์กลางโดยใช้รูปแบบซิปปา พบว่านักศึกษาพยาบาลชั้นปีที่ 1 ของวิทยาลัยพยาบาลเกื้อการุณย์ มีคะแนนเฉลี่ยโดยรวม 3.63?0.36 อยู่ในระดับค่อนข้างมากในด้านบทบาทของครู บทบาทการอำนวยความสะดวก ระหว่างการเรียนการสอน ทักษะการสร้างความรู้ด้วยตนเอง การมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น การทำกิจกรรมหลากหลาย การเรียนรู้กระบวนการต่างๆและการประยุกต์ความร ู้เพื่อนำไปใช้คะแนนเฉลี่ยของพฤติกรรมใฝ่รู้ภายหลังเรียน (4.08?0.39) สูงกว่าก่อนเรียน(3.22?0.47) และพบว่ามีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.01 ความสัมพันธ์ระหว่างจัดการเรียนการสอนผู้เรียนเป็นศูนย์กลางโดยใช้รุปแบบซิปปากับพฤติกรรมใฝ่รู้โดยรวมก่อนและ
หลังการเรียนการสอน พบว่ามีความสัมพันธ์กันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.01
*ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ภาควิชาวิทยาศาสตร์พื้นฐาน วิทยาลัยพยาบาลเกื้อการุณย์
**ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ภาควิชาการพยาบาลสูติศาสตร์ วิทยาลัยพยาบาลเกื้อการุณย์
คำสำคัญ ผู้เรียนเป็นศูนย์กลางโดยใช้รูปแบบซิปปา พฤติกรรมใฝ่รู้ นักศึกษาพยาบาลปีที่ 1

ปัจจัยเสี่ยง ความรู้และพฤติกรรมการดูแลตนเองในการป้องกันมะเร็งเต้านมของผู้มารับบริการหน่วยวางแผนครอบครัววิทยาลัยแพทย์ศาสตร์กรุงเทพมหานครและวชิรพยาบาล

The study of risk factors, knowledges and self-care behaviora in the prevention of breast cancer of the patients at the Family Planning Department, B.M.A. Medical College and Vajira Hospital.

ปิยธิดา นิลศรีกุล* วท.บ. (พยาบาลสาธารณสุข) คม. (บริหารการศึกษา)
นฤชล จงรุ่งเรือง** วท.บ. (พยาบาล) วท.ม. (กายวิภาคศาสตร์)

บทคัดย่อ
                การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยเสี่ยง ความรู้และพฤติกรรมการดูแลตนเองในการป่องกันมะเร็งเต้านม และเพื่อศึกษาความสสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยเสี่ยงและ ความรู้กับพฤติกรรม การดูแลตนเองในการป้องกันมะเร็งเต้านมของผู้มารับบริการ ที่หน่วยวางแผนครอบครัววิทยาลัยแพทย์ศาสตร์ กรุงเทพมหานครและ วชิรพยาบาล เลือกโดยการสุ่มอย่างง่าย (Simple Random Sampling) คำนวณขนาดของกลุ่มตัวอย่างโดยวิธีของยามาเน่ ได้ขนาดตัวอย่าง 210 คน เก็บข้อมูลในเดือน กรกฎาคม-ตุลาคม 2544 โดยให้ผู้รับบริการตอบแบบสอบถามซึ่งแบ่งเป็น 3 ด้าน คือ ปัจจัยเสี่ยง ความรู้ในการป้องกันมะเร็งเต้านม และพฤติกรรมการดูแลตนเอง แบบทดสอบความรู้ในการป้องกันมะเร็งเต้านม ทดสอบ ความเชื่อมั่น KR20 ได้เท่ากับ 0.80 และแบบทดสอบพฤติกรรมในการดูแลตนเอง ทดสอบค่าความเชื่อมั่นโดยใช้ Alpha Coefficient ได้ค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.85 วิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์สัมประสิทธ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน (Pearson Correlation Coefficient)
ผลการวิจัยพบว่า ผู้รับบริการมีคามเสี่ยงต่อมะเร็งเต้านมในประเด็นมีการใช้ฮอร์โมนคิดเป็นร้อยละ 46.2 รองลงมาคือ มีประจำเดือนครั้งแรกต่ำกว่า 12 ปี คิดเป็นร้อยละ 7.1 และประวัติครอบครัวเป็นมะเร้งเต้านมคิดเป็นร้อยละ 4.8 ตามลำดับ ส่วนด้านคะแนนเฉลี่ยความรู้ในการป้องกันมะเร็งเต้านม มีความรู้เกี่ยวกับการตรวจวินิจฉัยสูงสุดคิดเป็นร้อยละ 72.85 รองลงมาคือ ความรู้เกี่ยวกับสาเหตุ ปัจจัยเสี่ยงต่อมะเร็งเต้านม คิดเป็นร้อยละ 48.1, 46.79 ตามลำดับ และร้อยละของจำนวนกลุ่มตัวอย่างที่ตอบถูกต้องด้านความรู้ โดยรวมคิดเป็นร้อยละ 52.93ด้านคะแนนเฉลี่ยของพฤติกรรมในการดูแลตนเองของผู้รับบริการไม่เคยมีพฤติกรรมการปฏิบัติในการดูแลตนเองสูงสุด ในด้านการตรวจเอ็กซเร ย ์แมมโมแกรมทุกปีคิดเป็นร้อยละ 92.30 รองลงมาคือ ไม่เคยปฏิบัติในการตรวจเต้านมโดยแพทย์หรือพยาบาล และการตรวจเต้านมครบ 3 ท่า การตรวจเต้านม โดยการคลำเต้านม หัวนม ลานนม คิดเป็นร้อยละ 75.40, 66.62 และ 43.60 ตามลำดับ ส่วนสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยเสี่ยง ความรู้กับพฤติกรรมการดูแลตนเองอยู่ในระดับ 0.053, 0.098 ตามลำดับ จึงไม่มีความสัมพันธ์กันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ
คำสำคัญ ปัจจัยเสี่ยง ความรู้ในการป้องกันมะเร็งเต้านม พฤติกรรมการดูแลตนเอง

*ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ภาควิชาการพยาบาลสูติ-นรีเวชศาสตร์ วิทยาลัยพยาบาลเกื้อการุณย์
**ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ภาควิชาวิทยาศาสตร์พื้นฐาน วิทยาลัยพยาบาลเกื้อการุณย์

Abstract :

                The purposes of this study were to examine the factors, knowledge, self-care behaviors in the prevention of breast cancer and to determine the extent of relationship of these three factors. The samples included 210 female service users at the Family Planning Department of the Bangkok Metropolitan Administration Medical College and Vajira Hospital. The sample size was calculated by Yamane equation and each subject was selected by means of a simple random sampling technique. The data wrere collected between July - October 2001 through self-administered questionnaires. The reliability of the three-point questionnaire was 0.80 (KR 20) and 0.88 (? Chronbach0 for the knowledge and self-care behavior parts repectively. The statistics used for data analysis were means, standard deviation and Pearson Correlation Coefficient. The findings were as follows : On the risk factors, 46.2 percents of the subjects used hormone, 7.1 percents had their first menstruation before the age of twelve, and 4.8 percents had family history of breast cancer. On the knowledge of breast cancer prevention, a moderate percentage of the service users (52.93%) answered the questions correctly. Almost three-fourths (72.85%) had knowledge on the diagnosis. Nearly half knew about the causes (48.1%) and the risk factor (46.79%) On the self-care behaviors, about 9 out 10 service users (92.30%0 never had mammogram screening. Three-fourth (75.40%) were examined by physicians using the breast fonding technique. Two-thirds (66.62%) ran a complete 3 – postures breast inspection. Fewer than half (43.6%) carried out inspection of the breast, nipple and areola. No statisically significant relationships were found using the Pearson corrlation co-effiecient technique. A very low value of 0.053 and 0.098 existed between the risk factor and self- care behavior and between the knowledge and self-care behavior respectively.

ลงในวารสารการศึกษาพยาบาล. (2545) ; 13(3): หน้า 71-72

การนำเนื้อหา ความรู้ ในสาขาการพยาบาลจิตเวชศาสตร์ ไปใช้ในการปฏิบัติงานภายหลังสำเร็จการศึกษา

นิยดา ภู่อนุสาสน์, กศ.ม (จิตวิทยาพัฒนาการ)*
ถนิมวงศ์ ใช้พานิช, กศ.ม (จิตวิทยาพัฒนาการ)*

บทคัดย่อ
                 งานวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณนาโดยทำการสำรวจ การนำเนื้อหา ความรู้ในสาขาการพยาบาลจิตเวชศาสตร์ไปใช้ในการปฏิบัติงานภายหลังสำเร็จการศึกษา เพื่อประโยชน์ในการปรับปรุงเนื้อหาวิชาสุขภาพจิต และการพยาบาลจิตเวชศาสตร์ กลุ่มตัวอย่างเป็นพยาบาลวิชาชีพที่จบการศึกษาจากวิทยาลัยพยาบาลเกื้อการุณย์ ระหว่าง ปี พ. ศ. 2536 ถึง พ. ศ. 2541 จำนวน 277 คน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามที่คณะผู้วิจัยสร้างขึ้น ภายใต้หลักสูตรและเนื้อหาวิชาในสาขาการพยาบาลจิตเวชศาสตร์ที่ใช้ในช่วงปี พ. ศ. 2536 – 2541 การเก็บรวบรวมข้อมูลประสานงานกับฝ่ายการพยาบาลของโรงพยาบาลในสังกัดกรุงเทพมหานคร ส่งแบบสอบถามและเก็บกลับคืนโดยผ่านฝ่ายการพยาบาลของแต่ละโรงพยาบาล วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูป ใช้ค่า สถิติ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน t-test และ F-test
สรุปผลการวิจัย
                 กลุ่มตัวอย่างการนำเนื้อหาความรู้ในสาขาการพยาบาลจิตเวชศาสตร์ไปใช้ในการปฏิบัติงานภายหลังสำเร็จการศึกษา ในระดับปานกลาง ทั้งปริมาณและลักษณะของการนำไปใช้และไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญของปริมาณและลักษณะของการใช้ในทุกตัวแปรที่ศึกษา ส่วนปัญหาและอุปสรรคในการนำเนื้อหาความรู้ในสาขาการพยาบาลจิตเวชศาสตร์ไปใช้ กลุ่มตัวอย่างได้ให้เหตุผลว่าไม่มีเวลา เนื่องจากผู้ป่วยมีจำนวนมาก แต่ผู้ปฏิบัติงานมีน้อย จึงต้องทำงานประจำวันให้เสร็จก่อน เน้นการพยาบาลทางด้านร่างกายและการปฏิบัติตามแผนการรักษามากเกินไป จนลืมนึกถึงการดูแลทางด้านจิตใจของผู้ป่วย (22 ราย) และอีก 22 ราย ได้ให้เหตุผลว่า มีการนำเนื้อหาในสาขาการพยาบาลจิตเวชศาสตร์ไปใช้ในการทำงานและในชีวิตประจำวันได้มาก บางครั้งนำไปใช้โดยไม่รู้ตัว เพราะบางเรื่องจะสอดคล้องได้เป็นอย่างดี ในส่วนของข้อเสนอแนะเพิ่มเติมพบว่า ภายหลังจบการศึกษาแล้วกลุ่มตัวอย่างเคยค้นคว้าหาความรู้ทางด้านสุขภาพจิตและการพยาบาลจิตเวช ร้อยละ 53.80 ใช้วิธีการนำสมุดจดงาน หรือนำเอกสารที่เรียนมาอ่าน ร้อยละ 78.52 ฟังบรรยายตามโอกาส ร้อยละ 72.48 อ่านบทความตามนิตยาสารหรือเอกสารอื่นๆ ร้อยละ 59.06 และใช้วิธีการอื่นๆอีก ร้อยละ 95.30 (ร้อยละของข้อมูลตอบได้มากว่า 1 ข้อ) กลุ่มตัวอย่างได้แสดงความคิดเห็นเรื่องเนื้อหาที่จะเป็นประโยชน์ต่อพยาบาลรุ่นต่อๆไป เนื้อหาที่ได้รับการเสนอมากที่สุดคือ เนื้อหารเกี่ยวกับการปรับตัว 38 ราย การให้การปรึกษา 28 ราย มีการเสนอให้จัดอบรมทบทวนความรู้ทางสุขภาพจิตและการพยาบาลจิตเวชให้กับพยาบาลที่ปฏิบัติงานบนหอผู้ป่วย เพราะมีพยาบาลจำนวนไม่น้อยที่อาจมีปัญหาทางสุขภาพจิตได้เหมือนกัน 12 ราย
คำสำคัญ : วิชาการพยาบาลจิตเวชศาสตร์ การนำเนื้อหาความรู้ไปใช้ บัณฑิตวิทยาลัยพยาบาลเกื้อการุณย์
* อาจารย์ประจำภาควิชาการพยาบาลจิตเวชศาสตร์ วิทยาลัยพยาบาลเกื้อการุณย์

Abstract
                  The research is designed to survey the application of content and knowledge of psychiatric nursing of ward nurses after graduation from Kuakarun College of nursing The objective of this descriptive research is survey the frequent of using psychiatric nursing knowledge of nurses while working after graduation in order to improve the curriculum of mental health and psychiatric nursing at the college. The subject were 277 professional nurses graduated from Kuakarun College of nursing from 1993-1998. Research instruments were questionnaires prepared by the researcher to cover a various aspect in curriculum of psychiatric nursingframework from 1993-1998. The collecting of data was done under the cooperation of nursing services in the unit of Bangkok Metropolitan Hospitals. The data were analyzed with statistical value for percentage, mean standard deviation, t-test and F-test. Result was found that the samples were applied the knowledge of psychiatric nursing in their work in the middle level (both quantities and in the way of using. There was no significantly different between quantities and the application. The problem or conflict of the research was that some nurses could not use the psychiatric knowledge while working because there were busy with a large number of patients and did not have enough time, 22nurses stated that they were doing physical and medical care more than mental care. The other 22 nurses felt that they have not confidence in giving psychological care because they forgotten the psychiatric or mental health content. The last group (22 samples0 always used them automatically and synchronously in their work. For suggestion, 53.80% of nurses informed that they still standing from text after graduated 78.52% attended conference and siminar 72.48%. read some journal, 59.06% used the others ways. The recommendations for improvement in this curriculum were involved in justment 38 samples counseling 30 samples, self development 28 samples, and 12 samples want to blush up psychiatric and mental health knowledge because some nurses have mental problem too.
Key word : psychiatric nursing / Application of knowledge / Kuakarun graduated nurses.

ลงในวารสารเกื้อการุณย์. (2546) ; 10(2) : หน้า 56-58

ประสบการณ์ความสำเร็จในการส่งเสริมสุขภาพของพยาบาลวิชาชีพในโรงพยาบาลวังน้อยจังหวัดพระนครศรีอยุธยา

แน่งน้อย สมเจริญ , พย.ม. (การบริหารการพยาบาล)*
เรณา พงษ์เรืองพันธุ์ , Ph.D. (Ed. Adm.)**

บทคัดย่อ
                   การศึกษาครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่ออธิบายประสบการณ์ความสำเร็จในการส่งเสริมสุขภาพของพยาบาลวิชาชีพในโรงพยาบาลวังน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพโดยใช้วิธีปรากฏการณ์วิทยา (Phenomenology) ผู้ให้ข้อมูลหลักเป็นพยาบาลวิชาชีพในหน่วยงานบริการต่างๆ ของโรงพยาบาลรวมทั้งสิ้น 10 คน โดยใช้วิธีการสุ่มแบบเจาะจง เก็บรวบรวมข้อมูลโดยสัมภาษณ์แบบเจาะลึก (In-depth interview) รายบุคคล การสังเกตและการจดบันทึกภาคสนาม ผลการวิจัยได้ดังนี้
1.) พยาบาลวิชาชีพมีความเชื่อและความตระนักในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในตนเองก่อนและเป็นตัวอย่างในพฤติกรรมสุขภาพให้แก่ ผู้รับบริการ ครอบครัวและชุมชน
2.) ร่วมกำหนดนโยบายในองค์กรและในหน่วยงานเพื่อเอื้อต่อการส่งเสริม สุขภาพครอบคลุมด้านต่างๆ ได้แก่ โภชนาการ การออกกำลังกาย คลายเครียด และสร้างสรรค์สิ่งแวดล้อม
3.) มีการพัฒนาด้านความรู้ ทักษะแก่บุคลากรพยาบาลในการดำเนินกิจกรรมการส่งเสริมสุขภาพ ได้แก่ ทักษะการสร้างพลังอำนาจ การให้คำปรึกษา การให้สุขศึกษา การจัดกลุ่มพูดคุยในประเด็นต่างๆ
4.) ให้ความรู้ในเรื่องการส่งเสริมสุขภาพแก่ผู้มารับบริการ ได้แก่ การใช้เทคนิคการสร้างพลังอำนาจ การให้ความรู้แบบมีส่วนร่วม การให้คำปรึกษาทั้งรายเดี่ยวและรายกลุ่ม
5.) กิจกรรมหลักในการปฏิบัติการส่งเสริมสุขภาพเป็นการปฏิบัติฝึกสาธิตและการให้ความรู้ร่วมกันทั้งบุคลากรพยาบาล ผู้มารับบริการ และชุมชน โดยเน้น กิจกรรมโภชนาการ กิจกรรมออกกำลังกาย กิจกรรมคลายเครียด และกิจกรรมสร้างสรรค์สิ่งแวดล้อม
6.) รูปแบบการให้บริการจะเป็นการพัฒนาศักยภาพของคนแบบองค์รวม รวมถึงพัฒนาสิ่งแวดล้อมที่อยู่รอบคน
7.) มีการประเมินการปรับพฤติกรรมในแนวทางการส่งเสริมสุขภาพทั้งบุคลากรพยาบาล ผู้มารับบริการ และชุมชนโดยใช้แบบฟอร์มการประเมินและสังเกตการปรับพฤติกรรม
8.) ผลของความพึงพอใจในผู้รับบริการ ได้แก่ ผู้ป่วย ญาติ และ ชุมชน โดยยินดีเข้าร่วมกิจกรรม คำกล่าวชมเชย เมื่อผู้รับบริการมีสุขภาพดีขึ้น จากการมีส่วนร่วมในการทำกิจกรรม
9.) ปัญหาและอุปสรรคพบว่า พยาบาลวิชาชีพไม่เพียงพอ ผู้รับบริการไม่เข้าร่วมกิจกรรม อุปกรณ์ไม่เพียงพอ สภาพแวดล้อมและการคมนาคมไม่เอื้อต่อการส่งเสริมสุขภาพได้อย่างครอบคลุม
ผลการวิจัยจะเห็นว่า กิจกรรมต่างๆ ในการดำเนินการเป็นโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพของโรงพยาบาลวังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา ครอบคลุมกลยุทธสู่ความสำเร็จตามกฎบัตรออตตาวา ดังนี้
1.) การสร้างนโยบายสาธารณะที่เอื้อต่อสุขภาพ
2.) การพัฒนาทักษะส่วนบุคคล
3.) การปรับเปลี่ยนบริการสุขภาพ
4.) การสร้างสิ่งแวดล้อมของโรงพยาบาลให้เอื้อต่อสุขภาพ
5.) การพัฒนากิจกรรมของชุมชน
คำสำคัญ : พยาบาลวิชาชีพ ประสบการณ์ความสำเร็จในการส่งเสริมสุขภาพ โรงพยาบาลวังน้อย จังหวัดประนครศรีอยุธยา

* อาจารย์ประจำภาควิชาการศึกษาทั่วไป วิทยาลัยพยาบาลเกื้อการุณย์
** รองศาสตราจารย์ คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา (อาจารย์ที่ปรึกษางานนิพนธ์)

Abstract
             A phenomenological study was conducted to identify and describe the successful experience in health promotion of professional nurses at Wangnoi hospital , Phra Nakorn Si Ayutthaya province . The participants are 10 professional nurses from each units of works. Data is collected in the field where the researcher focuses on their experiences are in-depth semi structured interviews , observation and field notes. The results was identified categories and themes are :-
1.) Professional nurses believe and aware of the importance in changing their own behavior first and being a good role model in health behavior for consumers , family and community.
2.) Determine the policy in the organization and unit in order to encourage health promotion in various way :- nutrition , exercise , stress relief , creating support environment.
3.) Devolope knowledge and personal skill for nurses to create health promotion activity
4.) To provide knowledge of health promotion to consumers :- empowerment , participatory learning , individual and group counseling.
5.) Main activities in health promotion practice , demonstrate and compile knowledge to nurses , consumer an community , emphasizing behavior regarding acting about nutrition , exercise ,stress relief and create a supportive environment.
6.) The form of service is to develop environment that has potential for human holistic heal including to develop the surrounding .
7.) Evaluate behavior changes in health promotion of nurses , consumers, community by using the evaluation form and observing behavior.
8.) The level of satisfaction of consumers were shown by the fact that they are willing to participate in the activity. The nurses give compliment when the consumers have better health resulting from participating in the activity.
9.) Problem and obstacle are lack of professional nurses , consumers do not participate in the activity , enough equipment , environment and communication do not appropriate to encourage health promotion.
Keyword : Professional nurses , Success experience of health promotion , Wangnoi hospital , Phra Nakorn Si Ayutthaya province.

วารสารเกื้อการุณย์ ปีที่ 10 ฉบับที่ 1 มกราคม-เมษายน 2546

การประเมินหลักสูตรพยาบาลศาสตรบัณฑิต วิทยาลัยพยาบาลเกื้อการุณย์
เบ็ญจา เตากล่ำ , Ph.D. (College and University )*
สนวน ลีโทชวลิต , กศ.ม. (การวัดผลการศึกษา)**
สุภาวดี เครือโชติกุล , ค.ม. (นิเทศการศึกษาและพัฒนาหลักสูตร)***
สุภาพ ไทยแท้ , พย.ม. (การพยาบาลศึกษา)***

บทคัดย่อ
                การวิจัยครั้งนี้มีจุดประสงค์เพื่อประเมินหลักสูตรพยาบาลศาสตรบัณฑิตปีการศึกษา 2539 –2541 ของวิทยาลัยพยาบาลเกื้อการุณย์ ประชากรตัวอย่างคือผู้สำเร็จการศึกษาปีการศึกษา 2539 , 2540 , 2541 จำนวน 173 คน 161 คน และ 181 คน ตามลำดับ เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบประเมินหลักสูตรพยาบาลศาสตรบัณฑิตของวิทยาลัยพยาบาลเกื้อการุณย์ ซึ่งดัดแปลงมาจากรูปแบบของ CIIP วิเคราห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณา
ผลการวิจัย
1. ด้านบริบท พบว่ามีความสอดคล้องและเหมาะสมกับปรัชญา วัตถุประสงค์โครงสร้างของหลักสูตร ทั้งการศึกษาจากเอกสารและการ
2. ด้านปัจจัยเบื้องต้น พบว่า มีความพร้อมเกี่ยวกับผู้สอน สถานที่เรียนภาคทฤษฏีและสถานที่ฝึกปฏิบัติความร่วมมือของบุคลากรในการฝึกภาคปฏิบัติมีความเหมาะสมในระดับมาก ส่วนองค์ประกอบที่สนับสนุนการจัดการเรียนการสอน เช่น ห้องสมุด โสดทัศนูปกรณ์ มีความเหมาะสมในระดับปานกลาง สำหรับผู้เรียนมีความเหมาะสมในระดับมาก ยกเว้น ในปีการศึกษา 2539 พบว่า มีความเหมาะสมระดับปานกลาง
3. ผลการประเมินเกี่ยวกับกระบวนการผลิต ในปีการศึกษา 2539 2540 และ 2541 เมื่อพิจารณาภาพรวม พบว่า ด้านบริหารและบริการหลักสูตร มีความเหมาะสมระดับปานกลาง ยกเว้นปีการศึกษา 2541 มีความเหมาะสมระดับมาก สำหรับการจัดการเรียนการสอน มีความเหมาะสมระดับมาก
4. ผลการประเมินเกี่ยวกับผลการผลิต ซึ่งประเมินจากการจบหลักสูตร พบว่า ผู้สำเร็จการศึกษาภายในระยะเวลาที่กำหนด ในปีการศึกษา 2539 2540 และ 2541 คิดเป็นร้อยละ 91.46 85.96 และ 88.89 ตามลำดับ
คำสำคัญ : การประเมินหลักสูตรพยาบาลศาสตรบัณฑิต วิทยาลัยพยาบาลเกื้อการุณย์รูปแบบซิป

* ผู้อำนวยการวิทยาลัยพยาบาลเกื้อการุณย์
** ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายบริการทางวิชาการวิทยาลัยพยาบาลเกื้อการุณย์
*** อาจารย์วิทยาลัยพยาบาลเกื้อการุณย์
Abstract
             The major purpose of this study was to evaluate the Bachelor of Nursing Science program (B.N.S.) in Kuakarun College of Nursing (KCN). Graduates from the academic years BE. 2539, 2540 and 2541 (1996, 1997 and 1998) were thesubjects of this study 173, 161 and 181 alumni respectively. The KCN evaluation term used questionaires adopting the CIPP model as the instrument of this study. Descriptive statistics were employed to analyze the data.
The study’s findings were as follows:
1. Context : the overall picture of curriculum, including its philosophy, objectives, structure and evaluation criteria were appropriate.
2. Input : the study positive findings revealed that the teaching staff were highly late for their ability , co-operation and application of practicum places for the academic years BE. 2539 ,2540 and 2541.The students, themselves, score highly ,except in academic year BE. 2539, they were rated as moderate.
3. Process : the study rated the curriculum’s administration and overall service as moderate , except in academic year BE 2541 , which was rated as high. The teaching learning process scored highly.
4. Product or output may be deducted from the graduation rate of the academic year BE. 2539 – 2541 were 91.46% , 85.96% and 88.89% respectively.
Keyword : Evaluation of the bachelor of nursing science program , Kuakarun college of nursing , CIPP model.

ลงในวารสารเกื้อการุณย์ ปีที่ 10 ฉบับที่ 1 มกราคม – เมษายน 2546.

ปัจจัยที่มีผลต่อการคลอดง่ายและ การคลอดยากของผู้คลอดบุตรครรภ์แรก

ประไพวรรณ ด่านประดิษฐ์* ค.บ. (การพยาบาลแม่และเด็ก), กศ.ม.

บทคัดย่อ

              วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อการคลอดง่ายและคลอดยากของผู้คลอดครรภ์แรก ในด้านขนาดรูปร่างของผู้คลอด ด้านการเปลี่ยนแปลงทางสรีระระหว่างตั้งครรภ์ และด้านจิตสังคม
รูปแบบการวิจัย: การวิจัยเชิงสำรวจ (survey research) กลุ่มตัวอย่าง: เป็นหญิงหลังคลอดที่มาคลอดบุตรที่โรงพยาบาลตากสินในระหว่างเดือนตุลาคม พ.ศ. 2543 – กันยายน พ.ศ. 2544 โดยเป็นผู้คลอดบุตรครรภ์แรก ครรภ์เดี่ยว คลอดแบบปกติ ทารกใช้ศีรษะเป็นส่วนนำ ไม่มีภาวะแทรกซ้อน กลุ้มตัวอย่างได้มาจากการกำหนดขนาดตัวอย่างแบบโควต้าตามคุณสมบัติที่เป็นกลุ่มคลอดง่ายและกลุ่มคลอดยากด้วยการสุ่มแบบบังเอิญ กลุ่มละ 50 คน ซึ่งกลุ่มคลอดง่าย คือ ผู้คลอดที่มีระยะเวลาการคลอดนาน 6 ชั่วโมงหรือน้อยกว่า (แต่ไม่น้อยกว่า 2 ชั่วโมง) กลุ่มคลอดง่ายคือผู้คลอดที่มีระยะเวลาการคลอดนาน 22 ชั่วโมงหรือมากกว่า
วิธีดำเนินการวิจัย: สัมภาษณ์หญิงหลังคลอดในวันที่ 2 หลังคลอดจากกลุ่มตัวอย่างที่เป็นกลุ่มคลอดง่ายและกลุ่มคลอดยาก กลุ่มละ 50 คน โดยการสัมภาษณ์เกี่ยวกับลักษณะการทำงานในระหว่างตั้งครรภ์ ความวิตกกังวลเกี่ยวกับการคลอด ความวิตกเกี่ยวกับบุตรพิการ และรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับอายุ ความสูง อายุครรภ์ น้ำหนักที่เพิ่มขึ้นในระยะตั้งครรภ์ น้ำหนักทารกแรกเกิด จากประวัติการตรวจครรภ์ ประวัติการคลอด และวัดความกว้างของกระดูกเชิงกราน ตัววัดที่สำคัญ: ลักษณะการทำงาน, การเปรียบเทียบปัจจัยด้านอายุและขนาดรูปร่างของผู้คลอด, การเปลี่ยนแปลงทางด้านสรีระระหว่างตั้งครรภ์ของผู้คลอด และความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยด้านจิตสังคมของผู้คลอดในกลุ่มที่คลอดงายและกลุ่มคลอดยาก
               ผลการวิจัย: ปัจจัยที่มีผลต่อการคลอดง่ายและคลอดยาก คือ ลักษณะการทำงานมีความสัมพันธ์กับผู้คลอดในกลุ่มคลอดง่ายและคลอดยากอย่างมีนัยสำคัญยทางสถิติที่ระดับ 0.01 โดยกลุ่มที่คลอดง่ายส่วนใหญ่ทำงานในลักษณะที่เคลื่อนไหวร่างกายในท่าเดินหรือยืนมาก (ร้อยละ 92.00) และกลุ่มที่คลอดยากมีลักษณะการทำงาน คือ ส่วนใหญ่นั่ง (ร้อยละ 88.00) ปัจจัยด้านขนาดรูปร่างของผู้คลอด ได้แก่ ความสูง และความกว้างของกระดูกเชิงกราน intercristal diameter, external conjugate diameter มีผลต่อการคลอดง่ายและการคลอดยากของผู้คลอดอย่างมีนัยสำคัญ ทางสถิติที่ระดับ 0.05, 0.05 และ 0.01 ตามลำดับ ส่วนปัจจัยด้านการเปลี่ยนแปลงทางสรีระระหว่างการตั้งครรภ์ และด้านจิตสังคมมีผลต่อคลอดงายและการคลอดยากของผู้คลอดอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ
สรุป: ปัจจัยที่มีผลต่อการคลอดง่ายและคลอดยาก คือ ลักษณะการทำงานในระหว่างตั้งครรภ์ ความสูง และความกว้างของกระดูกเชิงกราน intercristal diameter, external conjugate diameter

*ผู้ช่วยศาสตราจารย์ วิทยาลัยพยาบาลเกื้อการุณย์ สำนักการแพทย์ กรุงเทพมหานคร

Abstract
               Objective : To study the factors influence on facilitation delivery and dystocia of primigravida pregnant women on body size, physiological changes during pregnancy and psychosocial domain. Study design : Survey research. Subjects : These samples were deliverd at Taksin Hospital during October 2000 – September 2001 and sampling with criteria: primigravida, singleton, normal delivery, vertex presentation and no complication. By Quata smapling 50 cases who met those criteria in each group of facilitation and dysto delivery and accidental sampling in each group criteria: facilitation delivery group ? 6 hours but were not ? 2 hours and dystocia delivery group that prolong ? 22 hours. Methods : In the second day of postpratum that interviewing were approached and using accidental sampling technique by facilitation and dystocia characteristics which diiiivided into two groups. Of 50 case in each group were interviewed about characteristic of working during pregnancy, delivery anxiety, anomality baby, age, gestational age, gestational weight gain, ANC record, delivery record and pelvic diameters.
Main outcome measures : Percentage of characteristic of working during pregnancy, the comparison of maternal body size, physiological changes during pregnancy and psychosocial factors of facilitation delivery and dystocia groups. Results : The results revealed the factors which effect on facilitation and dystocia were characteristics of working during pregnancy with p-value of ? 0.01. In facilitation delivery group showed that the major of working characteristics were physical moving such as working or standing (92.00%) and sitting (88.00%) in dystocia delivery group. The other significant factors with effect on facilitation and dystocia delivery were maternal body size; height, pelvic diameters: intercristal and external conjugate diameter with p-value of ? 0..05, 0.05 and 0.01 respectively. The factors of physiological changes during pregnancy and psychosocial had no statistically significant effect on facilitation and dystocia delivery.
                  Conclusion : The factors effect on facilitation and dystocia delivery were characteristic of working during pregnancy, height and pelvic diameter : intercristal and external conjugate diameter.
Key words : facilitation delivery, dystocia, primigravida

ลงในวชิรเวชสาร. (2545) ; 46(3) : หน้า 231-232

ปัจจัยที่มีผลต่อน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นในระหว่าง ตั้งครรภ์ของสตรีตั้งครรภ์ที่มาฝากครรภ์ ในโรงพยาบาลเขตกรุงเทพมหานคร

ประไพวรรณ ด่านประดิษฐ์ ค.บ. (การพยาบาลแม่และเด็ก), กศ.ม.*
บุญศรี กิตติโชติพาณิชย์ ส.ด. (สาขาโภชนาการสาธารณสุข)*

บทคัดย่อ

วัตถุประสงค์ : เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นในระหว่างตั้งครรภ์ของสตรีตั้งครรภ์ในกลุ่มที่มีน้ำหนักเพิ่มขึ้นในเกณฑ์ปกติและไม่อยู่ในเกณฑ์ปกติ ในปัจจัยด้านปริมาณอาหารที่รับประทาน ข้อมูลทางสูติศาสตร์ และแบบแผนการดำเนินชีวิตในระหว่างตั้งครรภ์
รูปแบบการวินิจฉัย : การวินิจฉัยเชิงพรรณา
กลุ่มตัวอย่าง : เป็นสตรีตั้งครรภ์ ครรภ์แรกจำนวน 460 คน ที่ได้มาจากการสุ่มตัวอย่างแบบง่ายที่หน่วยฝากครรภ์ โรงพยาบาลรัฐในเขตกรุงเทพมหานคร จำนวน 7 แห่ง ระหว่างเดือน มิถุนายน – พฤศจิกายน 2543 และกลุ่มตัวอย่างเป็นสตรีตั้งครรภ์ครรภเดี่ยว อายุครรภ์ 36-42 สัปดาห์ อายุมารดา 20-34 ปี ไม่มีภาวะแทรกซ้อน คลอดปกติและให้กำเนิดทารกปกติ แบ่งกลุ่มตัวอย่างเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มที่มีน้ำหนักเพิ่มขึ้นในระหว่างตั้งครรภ์ในเกณฑ์ปกติจำนวน 144 คน และไม่อยู่ในเกณฑ์ปกติจำนวน 316 คน
วิธีดำเนินการวิจัย : เก็บรวบรวมข้อมูลโดยการติดตามสตรีตั้งครรภ์ครรภ์แรก ที่มี อายุครรภ์ 35?1 สัปดาห์ ในช่วงไตรมาสที่ 3 ของการตั้งครรภ์จนกระทั่งคลอดจากคลินิกฝากครรภ์ โดยการสัมภาษณ์แบบแผนการดำเนินชีวิต การรับประทานอาหารย้อนหลัง 24 ชั่วโมง ความถี่ของชนิดอาหารที่รับประทานเป็นประจำและบันทึกการรับประทานอาหาร 3 วัน ข้อมูลทางสูติศาสตร์รวบรวมจากบันทึกการฝากครรภ์และการคลอด
ตัววัดที่สำคัญ : ค่าเฉลี่ย ค่าสหสัมพันธ์ ค่าอำนาจการทำนาย และค่าความแปรปรวน ของปัจจัยที่มีผลต่อน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นในระหว่างตั้งครรภ์
ผลการวิจัย : ปัจจัยที่มีผลต่อน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นในระหว่างตั้งครรภ์ในกลุ่มสตรีตั้งครรภ์ที่มีน้ำหนักเพิ่มขึ้นในเกณฑ์ปกติและไม่อยู่ในเกณฑ์ปกติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ คือ ตัวแปรเกี่ยวกับปริมาณอาหารที่รับประทานในระหว่างตั้งครรภ์ (p ? 0.01) อายุครรภ์เมื่อคลอด (p ? 0.05) รายได้ครอบครัว (p ? 0.01) จำนวนครั้งของการมาฝากครรภ์ (p ? 0.01) น้ำหนักก่อนตั้งครรภ์ (p ? 0.01)
*ภาควิชาการพยาบาลสูติ-นรีเวชศาสตร์ วิทยาลัยพยาบาลเกื้อการุณย์
ส่วนสูงมารดา (p ? 0.01) และดัชนีมวลกาย (p?0.05) ตัวแปรที่มีอำนาจในการทำนายน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นในระหว่างตั้งครรภ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p ? 0.01) มี 3 ตัวแปร คือ จำนวนครั้งของการมาฝากครรภ์ ปริมาณอาหารทีรับประทานในระหว่างตั้งครรภ์ และรายได้ครอบครัว โดยมีอำนาจกรทำนายร้อยละ 13.70 เมื่อพิจารณาค่าเฉลี่ยของตัวแปรทั้ง 3 ตัวที่มีอำนาจทำนายน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นในระหว่างตั้งครรภ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ในกลุ่มที่มีน้ำหนักเพิ่มขึ้นในเกณฑ์ปกติพบว่า สตรีตั้งครรภ์มาฝากครรภ์เฉลี่ย 7.72 ? 2.32 ครั้ง ปริมาณอาหารที่รับประทานในระหว่างตั้งครรภ์เฉลี่ยวันละ 1991.08 ? 389.19 กิโลแคลอรี และมีรายได้ครอบครัวเฉลี่ยเดือนละ 8756?4342 บาท สำหรับปัจจัยที่มีผลต่อน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นในระหว่าง ตั้งครรภ์อย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ คือ อายุมารดา จำนวนชั่งโมงที่นอนกลางคืน จำนวนชั่วโมงที่นอนกลางวัน จำนวนชั่วโมงการทำงานต่อวัน และจำนวนมื้อของการรับประทานอาหารต่อวัน
สรุป : ปัจจัยที่มีผลต่อน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นในระหว่างตั้งครรภ์ในกลุ่มสตรีตั้งครรภ์ที่มีน้ำหนักเพิ่มขึ้นในเกณฑ์ปกติ และไม่อยู่ในเกณฑ์ปกติ คือ ตัวแปรเกี่ยวกับจำนวนครั้งของการมาฝากครรภ์ อาหารที่รับประทานในระหว่างตั้งครรภ์ และรายได้ครอบครัว

Abstract
Objective : To study the factors influence on maternal weight gain with in and with out criteria which were dietary intake during pregnancy, obstetric factors and lifestyle during pregnancy.
Study design : Descriptive study.
Subjects : Samples were collected from 460 primigravidarum by simple random sampling at antenatal care clinic from 7 government hospitals in Bangkok during June – December 2000. All pregnant woman were singleton pregnancy, 36-42 weeks of gestation age, 20-34 years of maternal age, no pregnancy complication, delivery at term and normal infant. The subjects were divided into two groups of weight gain which were 144 cases within criteria and 316 cases without criteria.
Methods : The prospective study was done in third trimester primigravidarum with 35?1 weeks of gestation age until delivery at antenatal care clinic. The lifestyle during pregnancy, 24 hours dietary recalled and food frequency pattern were collected by interviewing and 3 days food records were done by pregnant women. The obstetric data were collected from antenatal care and delivery records.
Main outcome measures : Mean, correlation, Stepwise Multiple Regression and way ANOVA of the factors influence on weight gain in pregnant women.
Results : The factors influence on maternal weight gain within and without criteria hadb a significant in the following variables: dietary intake during pregnancy (p?0.01), delivery gestational age (p?0.05), family income (p?0.01), number of antenatal care visited (p?0.01), pre-pregnancy weight (p?0.01), maternal height (p?0.01) and body mass index (p?0.05). Thethree significant predictive variables with 13.70% of prediction which were number of antenatal care visited, dietary intake during pregnancy and family income. With regarding to the mean of three significant predictive variables in normal weight gain group of pregnant women were 7.72?2.32 times of antenatal care visited, 1991?389 kilocalories dietary intake during pregnancy and 8756?4342 baht of family income. The other variables with no significant difference on maternal weight gain were maternal age, number of hours in day night sleeping and number daily of meal intake.
Conclusion : The factors influence on maternal weight gain within and without criteria had a significant in the following variables: number of antenatal care visited, dietary intake during pregnancy and family income.
Key Word : pregnancy, weight gain, factors influence, antenatal care

ลงในวชิรเวชสาร. (2546) ; 47(3) : หน้า 177-179

ความสำคัญระหว่างความพึงพอใจในปัจจัยการฝึกปฏิบัติงานกับ ความสามารถปฏิบัติงานในคลินิกเฉพาะทางนรีเวชกรรม ของนักศึกษาพยาบาล วิทยาลัยพยาบาลเกื้อการุณ์
The Relationship Between Satisfaction in Factors Related Job Practice and Practice Competency in Gynecology Clinic of Nurse Students in Kaukarun College of Nursing

ปิยธิดา นิลศรีกุล* วท.บ. , ค.ม.
วรุณวรรณ ผาโคตร* ศศ.บ. , กศ.ม.

บทคัดย่อ
การวิจัยเนื้อมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความพึงพอใจในปัจจัยการฝึกปฏิบัติงานกับความสามารถในการฝึกปฏิบัติงานในคลินิกเฉพาะทางนรีเวชกรรม รวมทั้งความสัมพันธืรระหว่างความพึงพอใจในปัจจัยการฝึกปฏิบัติงานกับความสามารรถในการปฏิบัติงานใในคลินิกเฉพาะทางนรีเวชกรรมของนักศึกษาพยาบาลวิทยาลัยพยาบาลเกื้อการุณย์ กลุ่มตัวอย่างเป็นนักศึกษาพยาบาลชั้น ปี 3 รวม 150 คน กำลังฝึกปฏิบัติงานในคลินิกเฉพาะทางนรีเวชกรรมรวมสามคลินิก ได้แก่ คลินิกต่อมไร้ท่อ คลินิกวัยทอง และมะเร็งวิทยาคลินิก ณ วิทยาลัยแพทยศาสตร์ กรุงเทพมหานคร และ วชิรพยาบาล เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วยแบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบสอบถามในความพึงพอใจในปัจจัยการฝึกปฏิบัติงาน รวมทั้งแบบประเมินความสามารถในการฝึกปฏิบัติงานในคลินิกเฉพาะทางนรีเวชกรรม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน
ผลการวิจัยพบว่า นักศึกษาพยาบาลชั้นปีที่ 3 ส่วนใหญ่มีอายุ 20 ปี ถึง 22 ปี ไม่เคยมีประสบการณ์ด้านการฝึกปฏิบัติงานในคลินิกต่อมไร้ท่อ คลินิกวัยทอง และมะเร็งวิทยาคลินิก มีความพึงพอใจใน ปัจจัยจูงใจ และ ปัจจัยค้ำจุน ของการฝึกปฏิบัติงานในคลินิกเฉพาะทางนรีเวชกรรม โดยภาพรวมแล้วอยู่ในระดับมาก นอกจากนี้พบว่า ความพึงพอใจใน ปัจจัยจูงใจ และ ปัจจัยค้ำจุน ของการฝึกปฏิบัติงานมีความสัมพันธ์ทางบวกกับความสามารถในการปฏิบัติงานในคลินิกเฉพาะทางนรีเวชกรรมของนักศึกษาพยาบาล อย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .01 และ .01 ตามลำดับ ( p < .01 และ P < .01 ) การวิจัยครั้งนี้ขอเสนอแนะว่า ผู้บริหารควรส่งเสริมกิจกรรมการฝึกปฏิบัติงานในคลินิกดังกล่าวอย่งต่อเนื่อง อาจารย์นิเทศทุกคนต้อง ปฏิรูปการสอนแบบเชิงรุก ให้มีบรรยากาศการสอนเป็นแบบประชาธิปไตย และต้องเป็นแม่แบบที่ดีของการพยาบาลด้นจิตวิญญาณโดยการส่งเสริมให้นักศึกษา มีพฤติกรรมใฝ่รู้ใฝ่คิดแบบมีวิจารณญาน และพร้อมที่จะพัฒนาบริการพยาบาลผู้ป่วยแบบครบวงจรได้อย่างเหมาะสมและต่อเนื่อง

คำสำคัญ : ความพึงพอใจในการฝึกปฏิบัติงาน / ความสารถปฏิบัติงาน / งานในคลินิกเฉพาะทางนรีเวชกรรม / นักศึกษาพยาบาล

Abstract :
The purpose of this research was to study the satisfaction in factors related to job practice , practice competency in gynecology clinic. Including the relationship between satisfaction in factors related to job practice and practice competency in gynecology clinic of nurse students in Kuakarun College of nursing. The example consisted of 150 third year students who practice in 3 gynecology clinic : Endocrine clinic, Menopause clinic and Oncology clinic in Bangkok Metropolitan Medical College and Vajira Hospital. The instruments used for data collection include demographic data form , satisfaction in factors related to job practice ’ s questionnaires including the practice competency evuluated. Data was analyzed using percentage, Arithmetic mean standard deviation, Pearson ’ s product moment correlation coefficient.
The results showed that : The third year nurse student who are 20 – 22 years of age. They have not experienced in practicing in endrocrine clinic, Menopause clinic and Oncology clinic, who had a high level of satisfaction with factors related to motivation factors and Maintenance factors of job practice. There was a positively significant correlation between Motivation factors and Maintenance factors of job practice and practice competency in gynecology clinic at the .01 and .01 respectively ( p < .01 and p < .01 )
These results suggested that the administrators should promote practicing in gynecology clinic continueously. Every clinical instructors strictly respect the revolution of teaching in offensive strategy by Democracy teaching and the good pattern in providing spiritual care of themselves in order to the inquiry behavior , the critical thinking. They have to be ready to give good service and holistic approach contineuosly .
Keywords : Satisfaction in factors related job practice / Practice competency / The first obstetric nursing ’ s extra skill / Nursing students


ปัจจัยที่มีผลต่อความผาสุกทางจิตวิญญาณ ของผู้ติดเชื้อเอชไอวีและผู้ป่วยเอดส์

ระวีวรรณ พิไลยเกียรติ, พย.ม.*

บทคัดย่อ
การวิจัยเชิงคุณภาพครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อความผาสุกทางจิตวิญญาณตามการรับรู้ของผู้ติดเชื้อเอชไอวีและผู้ป่วยเอดส์ กลุ่มผู้ให้ข้อมูลเป็นผู้ติดเชื้อเอชไอวีและผู้ป่วยเอดส ์ที่เป็นสมาชิกของกลุ่มผู้ติดเฃื้เอชไอว ีและผู้ป่วยเอดส์ในจังหวัดเชียงใหม่ มีการคัดเลือกกลุ่มผู้ให้ข้อมูลแบบเฉพาะเจาะจง จำนวน 9 ราย ทำการรวบรวมข้อมูลตั้งแต่เดือนเมษายนถึงตุลาคม พ.ศ.2544 โดยวิธีการสังเกต แบบส่วนร่วมร่วมกับการสัมภาษณ์แบบเจาะลึก วิเคราะห์ข้อมูลด้วยวิธี วิเคราะห์เชิงเนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า ปัจจัยที่มีผลต่อความผาสุกทางจิตวิญญาณของผู้ติดเชื้เอชไอวีและผู้ป่วยเอดส์ ที่ประกอบด้วย 1) ปัจจัยทางบวกได้แก่ ความหวัง การยอมรับสภาพตัวเอง การเปิดเผยตัวเองว่าติดเชื้อ การปลง การรู้สึกมีคุณค่าต่อตนเอง การรับผิดชอบในภาระหน้าที่ การตระหนักในการดูแลสุขภาพตนเอง การตระหนักถึงความสำคัญของแรงสนับสนุนทางสังคม และการคิดถึงสิ่งที่ดี 2) ปัจจัยทางลบ ได้แก่ สภาพจิตใจที่อ่อนแอ และ 3) ปัจจัยอื่นๆ ไดแก่ รายได้ ประสบการณ์ชีวิตในอดีต บุคลิกภาพส่วนบุคคล การเลี้ยงดูในครอบครัว และภาวะสุขภาพร่างกาย
คำสำคัญ : ปัจจัยที่มีผลต่อความผาสุกทางจิตวิญญาณ, ผู้ติดเชื้อเอชไอวีและผู้ป่วยเอดส์
Abstract
This qualitative research was aimed to explore spiritual well-being as perceived by person with HIV / AIDS. Informants were persons with HIV / AIDS, who were member of persons with HIV / AIDS group in chiang mai province. Nine informants were selected by using purposive sampling. The data were corrected during April to October 2001 by participant observation and in-depth interviews. Content analysis was adopted to analyze the data. Result of this study showed factors that affect spiritual well-being among persons with HIV / AIDS, including 1) positive factor such as hope, acknowledging one s condition, disclosing oneself as being HIV infected, accepting this as a fact of life, fostering, self-esteem, showing responsibility to job and duty, being aware of the need for self-care, the important of social support, and maintaining a positive attitude 2) negative factor like weakness of mind ; and 3) other factors such as income , experience of the past , personality ,family history and health status.
Keyword : factors that affect spiritual well-being , persons with HIV / AIDS

ศึกษาความรู้ เจตคติ และการปฏิบัติของมารดาในการใช้ยาปฏิชีวนะในเด็กก่อนวัยเรียน ที่มารับบริการแผนกผู้ป่วยนอกวชิรพยาบาลและโรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ
ลักขณา ยอดกลกิจ , กศ.ม. (สุขศึกษา)*
สุพรรณ์ ว่องรักษ์สัตว์ , กศ.ม. (สุขศึกษา)**

บทคัดย่อ
การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงสำรวจ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความรู้ เจตคติ และการปฏิบัติของมารดา ในการใช้ยาปฏิชีวนะในเด็กก่อนวัยเรียน กลุ่มตัวอย่างคือมารดาที่นำบุตรก่อนวัยเรียนที่เคยใช้ยาปฏิชีวนะ มารับบริการในแผนกผู้ป่วยนอกของวชิรพยาบาล และโรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ รวมจำนวนทั้งสิ้น 533 คน เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามมารดาด้านความรู้ ในการใช้ยาปฏิชีวนะในเด็กก่อนวัยเรียน เจตคติ และด้านการปฏิบัติในการใช้ยา วิเคราะห์ข้อมูลโดยหาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตราฐาน ทดสอบค่าที วิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว และวิเคราะห์ความแตกต่างเป็นรายคู่โดยวิธีของนิวแมน คูลส์
ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างมีความรู้อยู่ในระดับปานกลาง (?X = 7.60 คะแนนเต็ม 10 ) เจตคติอยู่ในระดับดี (?X = 2.60 คะแนนเต็ม 10) และการปฏิบัติเกี่ยวกับการให้ยาปฏิชีวนะอยู่ในระดับดี (?X = 1.81 คะแนนเต็ม 10) เมื่อเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยคะแนนด้านความรู้ เจตคติ และการปฏิบัติของกลุ่มตัวอย่างที่มีคุณสมบัติต่างกัน พบว่า กลุ่มตัวอย่างที่มีอายุ ระดับการศึกษา จำนวนบุตร และภูมิลำเนาต่างกันมีความรู้ไม่แตกต่างกัน ส่วนเจตคติและการปฏิบัติแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ .05 กลุ่มตัวอย่างที่มีอาชีพต่างกันมีความรู้และเจตคติไม่แตกต่างกัน แต่มีการปฏิบัติแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ .05 กลุ่มตัวอย่างที่มีรายได้ต่างกันมีเจตคติไม่แตกต่างกัน แต่มีความรู้และการปฏิบัติแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ .05 เปรียบเทียบความแตกต่างเป็นรายคู่ ด้านความรู้ เกี่ยวกับการใช้ยาปฏิชีวนะในเด็กก่อนวัยเรียน
พบว่า กลุ่มตัวอย่างที่มีรายได้ต่ำกว่า 5,000 บาทต่อเดือน และ 10,001-15,000 บาท มีความรู้น้อยกว่ากลุ่มตัวอย่างที่มีรายได้ 15,001 – 20,000 บาท อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ส่วนกลุ่มตัวอย่างที่มีรายได้มากกว่า 20,000 บาท มีความรู้น้อยกว่าทุกกลุ่มการศึกษาอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ด้านเจตคติเกี่ยวกับการใช้ยาปฏิชีวนะในเด็กก่อนวัยเรียน พบว่า กลุ่มตัวอย่างที่มีอายุ 41-50 ปี มีเจตคติต่ำกว่าทุกกลุ่มที่ระดับ .05 กลุ่มตัวอย่างที่มีอายุ 31-40 ปี มีเจตคติต่ำกว่ากลุ่มอายุ 20-30 ปี และต่ำกว่ากลุ่มอายุ 20 ปี ที่ระดับ .05 กลุ่มตัวอย่างที่มีจำนวนบุตรมากกว่า 3 คน มีเจตคติต่ำกว่าทุกกลุ่มที่ระดับ .05 ส่วนกลุ่มตัวอย่าง แต่ละระดับการศึกษา มีเจตคติไม่แตกต่างกัน ด้านการปฏิบัติเกี่ยวกับการใช้ยาปฏิชีวนะในเด็กก่อนวัยเรียน พบว่า กลุ่มตัวอย่างที่มีอายุต่ำกว่า 20 ปี และมีอาชีพอื่นๆ มีการปฏิบัติดีกว่าทุกกลุ่มที่ระดับ .05 กลุ่มตัวอย่างที่ทำธุรกิจส่วนตัวมีการปฏิบัติต่ำกว่ากลุ่มอาชีพพนักงานบริษัท / รัฐวิสาหกิจ / รับราชการ / รับจ้าง / ค้าขาย / เกษตรกร และแม่บ้านไม่ได้ทำงานที่ระดับ .05 กลุ่มตัวอย่างที่มีรายได้ต่อเดือนมากกว่า 20,000 บาท มีการปฏิบัติต่ำกว่าทุกกลุ่มการศึกษาที่ระดับ .05 กลุ่มตัวอย่างที่มีรายได้ต่อเดือน 15,001-20,000 บาท มีการปฏิบัติดีกว่ากลุ่มรายได้ 5,000-10,000บาทและ 10,001-15,000 บาทที่ระดับ .05 กลุ่มตัวอย่างที่มีรายได้ต่อเดือน 5,000-10,000 บาท มีการปฏิบัติต่ำกว่ากลุ่มที่มีรายได้ต่ำกว่า 5,000 บาท ที่ระดับ .05 กลุ่มตัวอย่างที่มีจำนวนบุตรมากกว่า 3 คน มีการปฏิบัติต่ำกว่าทุกกลุ่มที่ระดับ .05 กลุ่มตัวอย่างแต่ละระดับการศึกษามีการปฏิบัติไม่แตกต่างกัน ส่วนกลุ่มตัวอย่างที่มีภูมิลำเนาอยู่ในกรุงเทพฯ เจตคติ และการปฏิบัติเกี่ยวกับการใช้ยาปฏิชีวนะในเด็กก่อนวัยเรียนสูงกว่ามารดาที่มีภูมิลำเนาอยู่ต่างจังหวัดที่ระดับ .05
ความสำคัญ : ความรู้ เจตคติ การปฏิบัติของมารดา การใช้ยาปฏิชีวนะในเด็กก่อนวัยเรียน วชิรพยาบาล โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ

* อาจารย์ประจำภาควิชาการพยาบาลกุมารเวชศาสตร์ วิทยาลัยพยาบาลเกื้อการุณย์
** หัวหน้าฝ่ายการพยาบาล โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ

Abstract
                 This survey research’s objective was to study about the factors of the acknowledgement , attitude and practice occurred to the mothers who had applied the antibiotic with their preschool children. The survey covered a representative sample of 533 mothers with their children taken from the Outpatient Department of Vajira hospital and Thammasart Chalermprakiat hospitals. Data were analysed using descriptive statistics , T-test , one-way ANOVA and Newman Kules The result had been as follows :
                 The total group sampling ‘s acknowledgement level was moderate (?X = 7.60 out of 10 ). Both the attitude and the practice levels were good (?X = 2.60 out of 3 ;?X = 1.81 out of 2 , respectively ). The everage comparison was made with different qualification factor such as age , education level , number of children and dwelling. It was found that acknowledgement made no difference , but the attitude and the practice significantly different (p<.05). The different of occupation was no different but practice was significantly different (p<.05). The different of income factor was pointed out that the group attitude made no difference , acknowledge and practice factor was significantly different (p<.05). To contrast the acknowledgement factor in pair with income factor , both the group sampling with income lower than 5,000 and that 10,000 – 15,000 indicated significantly different (p<.05), which was lower than the group with income of 15,000-20,000. It was also found that the group with income more than 20,000 had shown significantly different (p<.05) and was the lowest among the groups. With regard to the attitude factor , the lowest level had been pointed to the group with age of 41-50 years old significantly different (p<.05). The group of 31-40 years old appeared to have lower attitude level than the group of 20-30 years old and those under 20 years old . Also the number of children factor had clarified that the group of mothers with more than 3 children had got the lowest level for attitude significantly different (p<.05). While their was not any difference occurred to the group sampling on various education concerning the practice factor, the group with various occupations and with those below 20 years old showed the best practice significantly different (p<.05). The group of businessman or housewife signified lower practice level than office worker and government groups. The group with income of over 20,000 was the lowest level for practice factor when compared by different education . The group with income of 15,000-20,000 appeared to have better practice level than the groups of 5,000-10,000 and 10,000 -15,000 , the group with income of 5,000-10,000 indicated lower practice level than the group with income under 5,000 significantly different (p<.05).
It was also pointed out that the group of mothers with more than three children resulted the lowest practice level significantly different (p<.05). The group sampling with different education indicated no difference in practice factor. It was noted that the group whose residence in Bangkok had shown higher level in attitude and practice than the mother from other area.

ลงในวารสารเกื้อการุณย์ ปีที่ 10 ฉบับที่ 1 มกราคม-เมษายน 2546

ผลการจัดกิจกรรมเพื่อนช่วยเตือนเพื่อน เพื่อป้องกันโรคเอสด์โดยนักศึกษามหาวิทยาลัยซึ่งพักอาศัยอยู่ในหอพักเอกชน
The impact of peer to support activities on the prevention of aids infection of undergraduates who live in hostels.

วรุณวรรณ ผาโคตร * ศศ.บ, กศ.ม
สมบูรณ์ บุญยเกียรติ * วท.บ (พยาบาล), กศ.ม (สุขศึกษา)

บทคัดย่อ
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการป้องกันโรคเอสด์ด้านความรู้และทัศนคติ ของนักศึกษาซึ่งกำลังศึกษาในระดับปริญญาตรีที่พักอาศัยอยู่ในหอพักเอกชน ในเขตกรุงเทพมหานคร โดยเน้นกิจกรรมเพื่อนช่วยเตือนเพื่อน ซึ่งประเมินได้จากความแตกต่างของค่าเฉลี่ยคะแนนความรู้เรื่องการป้องกันโรคเอสด์ โดยใช้นักศึกษา แกนนำจำนวน 12 คน ซึ่งได้มาจากการทำสังคมมติให้เข้ามารับการอบรมโดยผู้วิจัยเกี่ยวกับเรื่องการป้องกันโรคเอสด์ แล้วไปเตือนเพื่อนนักศึกษามหาวิทยาลัยซึ่งพักอาศัยอยู่ในแกนนำต่อนักศึกษาในหอพัก (อัตรา 1:5) ด้วยการใช้วิธีสุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้น และสุ่มตัวอย่างแบบง่าย โดยแบ่งเป็นกลุ่มทดลองจำนวน 60 ราย และกลุ่มควบคุม ทดลองจำนวน 60 ราย เครื่องมือท่ใช้เป็นแผนการสอนสุขศึกษาแบบเพื่อนช่วยเตือนเพื่อน ได้แก่ วีดีโอเทป และแบบทดสอบความรู้และทัศนคติในการป้องกันโรคเอสด์ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น การอบรมนักศึกษาแกนนำใช้เวลา 1 วัน หลังจากนั้นให้นักศึกษาแกนนำดำเนินกิจกรรมเพื่อนเตือนเพื่อนเป็นเวลา 2 สัปดาห์ ส่วนกลุ่มควบคุมไม่ได้ดำเนินกิจกรรมดังกล่าว แล้วนำผลข้อมูลมาวิเคราะห์เพื่อหาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ความเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าทีกลุ่มเดียวกัน และค่าทีคนละกลุ่ม ผลการวิจัยพบว่า นักศึกษาที่ได้เข้าร่วมกิจกรรมเพื่อนเตือนเพื่อนในการป้องกันโรคเอสด์แล้ว จะมีความรู้และทัศนคติอยู่ในระดับดี โดยมีคะแนนเฉลี่ยของพฤติกรรมการป้องกันโรคเอสด์ ด้านความรู้ และทัศนคติ ภายหลังเข้าดำเนินกิจกรรมเพื่อนช่วยเตือนเพื่อนดีกว่าก่อนเข้าร่วมกิจกรรมดังกล่าว และดีกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ผลจากการศึกษาครั้งนี้ มีข้อเสนอแนะว่า ทุกสถาบันการศึกษาควรจัดโครงการพัฒนาบัณฑิตไทย ด้วยการเน้นรูปแบบและกระบวนการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่สอดแทรก คุณธรรม จริยธรรม ให้กับนักศึกษา จากการค้นพบนักศึกษาที่สามารถนำไปปฏิบัติได้จริงและสามารถดำรงตนได้อย่างเข้มแข็งภายให้เศรษฐกิจแบบพอเพียงหอพักเดียวกันในอัตราส่วนนักศึกษา
คำสำคัญ กิจกรรมเพื่อนช่วยเตือนเพื่อน / การป้องกันโรคเอสด์ / นักศึกษามหาวิทยาลัย / หอพักเอกชน
* ผู้ช่วยศาสตราจารย์วิทยาลัยพยาบาลเกื้อการุณย์
Abstract
The purposes of this research was to study the impact of changes behavior, knowledge and attitudes on AIDS prevention among undergraduates who were living in hostels in Bangkok. The method concentrated on peer to peer counseling which we evaluated from the difference of knowledge mean on AIDS prevention by having 12 leading undergraduate students from social committee received training on AIDS prevention. Members of this group then went to counsel peer who live in the same hostel at a ratio of the one trainee to five students. The students were divided into two groups through a multi-stage sampling technique and simple technique. Sixty students were placed in the experimental groups while another 60 made up the control group.The tools used in the training were peer to peer counseling guide, video tape, and questionnaire on AIDS prevention. Awareness that was drafted by the researchers. Training of student leaders took one day. These student leaders were then given two weeks to run peer to peer counseling activities. The control group did not practice peer to peer counseling. The data was analyzed to obtain the average percentage rate of standard deviation, t-test dependent and t-test independent. The results show that :
The students who had attended the course on peer to peer support activities had good level of knowledge on AIDS prevention and positive attitudes. The average score of AIDS preventive behavior with respect to the knowledge and attitudes after activities was significantly higher than that prior to the activity and better than control group at the level of .01
These results suggested that every institute of learning should have a project to develop. Thai students that emphasize lesson plans and activities that instill virtue and positive attitudes. With this foundation, the students will be able to act and control themselves under self-sufficient economy.
Key words : Peer to peer support activities. The prevention of Aids infection Undergraduates Hostels.

ลงในวารสารการศึกษาพยาบาล . (2546) ; 14(1) : หน้า 46-47

การวิจัยประเมินผลโครงการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ : การป้องกันอุบัติเหตุ และการปฐมพยาบาล

วิจิตรา กุสุมภ์, วท.ม. ( พยาบาล )* ภัสพร ขำวิชา, วท.ม. ( พยาบาล )**
บทคัดย่อ
อุบัติเหตุเป็นสาเหตุการตาย การสูญเสีย และการเศร้าโศกที่พบได้บ่อย การจัดทำโครงการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการเรื่องการป้องกันอุบัติเหตุและการปฐมพยาบาลแก่นักศึกษา วิศวกรรมโยธา เป็นการให้ความรู้แก่ประชาชน หรือกลุ่มเสี่ยง ซึ่งเป็นวิธีหนึ่งที่จะลดปัญหาดังกล่าวได้ ผู้วิจัยจึงต้องการศึกษาผลสัมฤทธิ์ของการฝึกอบรมของนักศึกษาวิศวกรรมโยธา ภายหลังไดรบการฝึกอบรม และความคิดเห็นของนักศึกษาต่อกระบวนการฝึกอบรม การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยประเมินผลโครงการเกี่ยวกับ การฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการเรื่อง การป้องกันอุบัติเหตุและการปฐมพยาบาล กลุ่มตัวอย่างได้แก่นักศึกษาวิศวกรรมโยธา จำนวน 120 คน ที่เข้ารับการฝึกอบรมเป็นเวลา 2 วัน วันละ 7 ชั่วโมง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือ 1) ข้อสอบวัดผลสัมฤทธ์ของการฝึกอบรม ที่มีความยาก-ง่าย = 0.2-0.8 และอาจจำแนก =0.2 ขึ้นไป และ 2) แบบสอบถามเกี่ยวกับความคิดเห็นของนักศึกษาต่อกระบวนการฝึกอบรม สถิติที่ใช้คือสถิติเชิงพรรณนาและทดสอบค่า ที
ผลการวิจัยพบว่าผลสัมฤทธิ์ของนักศึกษาภายหลังได้รับการฝึกอบรมสูงกว่าก่อนได้รับการฝึกอบรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.0001 และความคิดเนของันกศึกษาต่อกระบวนการฝึกอบรมมีความเหมาะสมอยู่ในระดับสูง ผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่าการจัดโครงการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการครั้งนี้ ทำให้นักศึกษามีความรูเรื่องการป้องกันอุบัติเหตุแลการปฐมพยาบาลเพิ่มขึ้น และมีความคิดเห็นต่อกระบวนการฝึกอบรมอยู่ในระดับดี จึงสรุปได้ว่าโครงการนี้ ประสบความสำเร็จและควรนำไปใช้กับกลุ่มเป้าหมายอื่นอีกต่อไป
คำสำคัญ การประเมินโครงการ การฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ การป้องกันอุบัติเหตุและการปฐมพยาบาล ผลสัมฤทธิ์ของการฝึกอบรม และความคิดเห็นต่อกระบวนการฝึกอบรม
*ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ประจำภาควิชาการศึกษาทั่วไป วิทยาลัยพยาบาลเกื้อการุณย์
**อาจารย์ 2 ระดับ 7 ประจำภาควิชาการพยาบาลอายุรศาสตร์และศัลยศาสตร์ วิทยาลัยพยาบาลเกื้อการุณย์

Abstract
Accident is the serious event, causing death, loss and grief people. Accident prevention and first aid training are ways to reduce these factors by prevention accident. This student between pre-test and post-test training program, their post-test opinions resulted form the training process. This study involved a two-day, seven-hour per day workshop. This study also represented a project evaluation of prevention and first aid training. The sample size was civil engineering students who underwent the training program. The instrument consisted of 1) knowledge test demonstrating p=0.2-0.8, r greater than or equal to 0.2, and 2) opinion questionnaire. Descriptive statistics and dependent t-test analyzed data

The result of the study show that : 1.) the achievement of the students between pre-test and post-test was significant at the 0.00001 level ; 2.) the student opinions agree that a high level of training and first aid are appropriate to prevent accident. In conclusion, the result of this research evaluation show that the student had increased knowledge after receiving workshop training. They had a high opinion of project. Because of this project proved to be successful, as researchers, recommend that further workshop be provided for other target group.
Key words : project evaluation, accidental prevention and training workshop, achievement and opinion of training process.

ความสัมพันธ์ระหว่างการรับรู้ปัจจัยเสี่ยง การรับรู้ความรุนแรงต่อโรคมะเร็งปากมดลูก, การสนับสนุนจากสามี, ปัจจัยส่วนบุคคลกับพฤติกรรมการดูแลตนเองในการป้องกันมะเร็งปากมดลูก
The relationship between perception of risk factors perception of severity of carcinoma of cervix, social support, personal factors and self care behavior

สมบูรณ์ บุญยเกียรติ * อุบล ดุลยากรณ์ **

บทคัดย่อ
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับการรับรู้ของปัจจัยเสี่ยงการรับรู้ความรุนแรงต่อโรคมะเร็งปากมดลูก การสนับสนุนจากสามีและปัจจัยส่วนบุคคลกับพฤติกรรมการดูแลตนเอง ในการป้องกัน มะเร็งปากมดลูก และศึกษาความสัมพันธ์และอำนาจทำนายของตัวทำนายคือ การรับรู้ของปัจจัยเสี่ยงต่อโรคมะเร็งปากมดลูก การรับรู้ความรุนแรงต่อมะเร็งปากมลูก การสนับสนุนจากสามี จำนวนครั้ง ของการสมร จำนวนบุตร อาชีพ การศึกษา กับพฤติกรรมการดูแลตนเองในการป้องกันโรคมะเร็งปากมดลูก รูปแบบการวิจัยเป็นแบบวิเคราะห์ความสัมพันธ์ (correlational research) กลุ่มตัวอย่างคือ สตรีที่มีอายุตั้งแต่ 18-65 ปี ที่ผ่านการสมรสแล้วและอาศัยในชุมชนแออัดเขตบางซื่อการเลือกกลุ่มตัวอย่างโดยจับฉลาก (simple random sampling)เลือกมา 11 ชุมชน และ แต่ละขุมชนเลือกมาชุมชนละ 30 คน (convenience sampling) จำนวนทั้งสิ้น 330 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่แบบสอบถาม
เก็บข้อมูลระหว่างเดือนมกราคม 2546 – พฤษภาคม 2546 โดยให้กลุ่มตัวอย่างตอบแบบสอบถามจำนวน 330 คน
ผลการวิจัยพบว่า ระดับของการรับรู้ปัจจัยเสี่ยงต่อโรคมะเร็งปากมดลูก การรับรู้ความรุนแรงต่อมะเร็งปากมดลูก การสนับสนุนจากสามี ระดับพฤติกรรมการดูแลตนเอง อยู่ในระดับน้อยคิดเป็นร้อยละ 55.35, 66.87, 55.11, 53.54 ตามลำดับ และการรับรู้ปัจจัยเสี่ยง การสนับสนุนจากสามี มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการดูแลตนเอง (r = 0.212, 0.163, p < 0.01) การวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณพบว่า การรับรู้ปัจจัยเสี่ยงต่อโรคมะเร็งปากมดลูกและการสนับสนุนจากสามีสามารถทำนายพฤติกรรมการดูแลตนเองในการป้องกันมะเร็งปากมดลูกได้ร้อยละ 7.1 (P-Value < 0.01)
การวิจัยครั้งนี้มีข้อเสนอว่า พยาบาลควรส่งเสริมให้ประชาชนมีความรู้เกี่ยวกับปัจจัยเสี่ยงต่อโรคมะเร็งปากมดลูกในสตรี และให้สตรีมีพฤติกรรมการดูแลตนเองเพิ่มมากขึ้น และควรมีการจัดโปรแกรมส่งเสริมให้สามีมีส่วนสนับสนุนและมีส่วนร่วมในกิจกรรมการตรวจสุขภาพเพื่อตรวจหาเวลล์มะเร็งปากมดลูกแก่สตรีมากขึ้น โดยกิจกรรมนั้นเหมาะสมกับสภาพของหน่วยงาน
ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา
โรคมะเร็งปากมดลูกเป็นปัญหาสำคัญทางสาธารณสุข และเป็นมะเร็งที่พบบ่อยเป็นอันดับหนึ่งในสตรีไทย มีความชุก 23.4 ต่อประชากรหนึ่งแสนคน โดยผู้ป่วยรายใหม่มีประมาณปีละ 5,000-6,000 คน แต่มีผู้เสียชีวิตจากโรคนี้ไปปี พ.ศ. 2540 เพียง 324 ราย คิดเป็นอัตรา 1.1 ต่อประชากรหนึ่งแสนคน มะเร็งปากมดลูกพบได้ประมาณร้อยละ 80 ของมะเร็งระบบอวัยวะสืบพันธ์สตรี ทั้งนี้เป็นโรคมีความชุกสูงแต่มีอัตราตายต่ำ เนื่องจากการตรวจคัดกรองที่ดีคือ มีการตรวจภายในร่วมกับการตรวจ Papanicolaou smear ทำให้พบโรคในระยะเริ่มแรกและรักษาให้หายขาดได้
ถึงแม้ว่ามะเร็งปากมดลูกจะก่อให้เกิดความสูญเสีย และเป็นอันตรายแก่ชีวิตและสุขภาพก็ตาม แต่เป็นโรคที่สามารถรักษาให้หายขาดได้ ถ้ามีการตรวจพบและรักษาในระยะเริ่มแรก การตรวจเซลลืมะเร็งปากมดลูกเป็นประจำทำให้ทราบถึงการเปลี่ยนแปลงของมะเร็งปากมดลูกอันเป็นการเฝ้าระวังโรคที่ดีในปัจจุบัน
จากข้อมูลพบว่า ปัจจัยเสี่ยงของมะเร็งปากมดลูกอันเกิดในสตรีที่เพศสัมพันธ์อายุน้อย คู่นอนหลายคน มีบุตรมากกว่า 4 คน มีเศรษฐานะต่ำ ติดเชื้อหูดหงอนไก่ (HPV)
กรุเทพมหานครมีชุมชนแออัดจำนวนมาก สตรีเหล่านี้เป็นกลุ่มเสี่ยงที่มีการดูแลสุขภาพ และการรักษาความสะอาดไม่ค่อยดี เมื่อมีตกขาวผิดปกติหรือรอยโรคที่น่าสงสัยก็ไม่ได้ไปพบแพทย์และอาจมีการรับรู้ไม่ถูกต้อง อาย ไม่มีเวลา กลัว ดังนั้นการป้องกันมะเร็งปากมดลูกจึงควรจะส่งเสริมให้สตรีดูแลสุขภาพตนเองให้ถูกต้อง และรณรงค์ให้สตรีมาตรวจหาเซลล์มะเร็งปากมดลูกเพิ่มมากขึ้น
การส่งเสริมให้สตรีมีการรับรู้ปัจจัยเสี่ยง การรับรู้ความรุนแรงต่อมะเร็งปากมดลูก การสนับสนุนจากสามีจึงน่าจะเป็นปัจจัยสำคัญในการทำนายพฤติกรรมการดูแลตนเองในการป้องกันมะเร็งปากมดลูกเพิ่มขึ้นและดูแลตนเองได้อย่างเหมาะสม
ผู้วิจัยจึงสนใจที่จะศึกษาการรับรู้ปัจจัยเสี่ยง การรับรู้ความรุนแรงต่อโรคมะเร็งปากมดลูก การสนับสนุนจากสามีของสตรี และปัจจัยส่วนบุคคลว่าจะมีความสัมพัยธ์กับพฤติกรรมการดูแลตนเองหรือไม่ และมีอำนาจการทำนายอย่างไร ผลการศึกษาที่ได้จะส่งเสริมให้สตรีมีการรับรู้ที่ถูกต้องและปรับปรุงการให้บริการพยาบาลที่มีประสิทธิภาพต่อไป
คำสำคัญ
* ผู้ช่วยศาสตร์จารย์ประจำภาควิชาการพยาบาลสูติ-นรีเวชศาสตร์ วิทยาลัยพยาบาลเกื้อการุณย์
** อาจารย์ประจำภาควิชาการพยาบาลสาธารณสุข วิทยาลัยพยาบาลเกื้อการุณย์

ลงในวารสารวชิรสารการพยาบาล.(2546) ; 5(2) : หน้า 90-91

ผลของการฝึกอานาปานสติสมาธิต่อระดับความเครียดและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ของนักศึกษาพยาบาลหลักสูตรพยาบาลศาสตรบัณฑิต

สุนันทา กระจ่างแดน วท.ม. (พยาบาลสาธารณสุข)*

บทคัดย่อ
ในการวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง (Quasi-experimental research) เพื่อศึกษาผลของการฝึกอานาปานสติสมาธิต่อระดับความเครียดและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักศึกษาพยาบาล กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาได้แก่นักศึกษาพยาบาลหลักสูตรพยาบาลศาสตรบัณฑิต ชั้นปีที่ 2 ภาคเรียนที่ 1 ของปีการศึกษา 2545 วิทยาลัยพยาบาลเกื้อการุณย์ จำนวน 60 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม จำนวนกลุ่มละ 30 คน ระยะเวลาในการทดลองคือ 16 สัปดาห์
การดำเนินการวิจัยโดยใช้คู่มือการฝึกอานาปารสติสมาธิเก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบประเมินและวิเคราะห์ความเครียด ค่าเฉลี่ยสะสมของคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนนักศึกษาพยาบาลในชั้นปีที่ 1 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2544 และในชั้นปีที่ 2 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2545
ผลการวิจัยพบว่า
1. ระดับความเครียดของนักศึกษาพยาบาลกลุ่มที่ฝึกและไม่ได้ฝึกอานาปานสติสมาธิ
ก่อนการฝึกอานาปานสติสมาธิ มีความแตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักศึกษาพยาบาลกลุ่มที่ฝึกและไม่ได้ฝึกอานาปานสติ
สมาธิ ก่อนการฝึกอานาปานสติสมาธิ มีความแตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
3. หลังการฝึกอานาปานสติสมาธิ นักศึกษาพยาบาลกลุ่มที่ฝึกอานาปานสติสมาธิมี
ระดับความเครียดลดลงต่ำกว่าก่อนการฝึกสมาธิ และกลุ่มที่ไม่ได้ฝึกสมาธิอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
4. หลังการฝึกอานาปานสติสมาธิ นักศึกษาพยาบาลกลุ่มที่ฝึกอานาปานสติสมาธิมีผล
สัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงกว่าก่อนการฝึกสมาธิ และกลุ่มที่ไม่ได้ฝึกสมาธิอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
คำสำคัญ : การฝึกอานาปานสติสมาธิ ความเครียด ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน

*อาจารย์ประจำภาควิชาการพยาบาลสาธารณสุขศาสตร์ วิทยาลัยพยาบาลเกื้อการุณย์

Abstract
This quasi-experimental research was to determine the effectiveness of buddhist

meditation Anapanasati samadhi the on stress level and academic achievement of nursing students of Bachelor of Nursing Science Program from the second year of Kuakarun Collage of nursing in 2002. The sample consisted of sixty nursing students were recruited for this study and were divided into two groups. Thirty nursing students were used to experiments and thirty nursing students were used as control. Duration of this study was 16 weeks.
Research instruments consisted of the Anapanasati samadhi manual, stress level test, G.P.A. the second semester of first academic year in 2001 and G.P.A. the first semester of second academic year in 2002.
The results suggest that
1. Before Anapanasati samadhi practice, pretest of the stress level of nursing students meditators and nonmeditators were no significantly different at level .05
2. Before Anapanasati samadhi practice, pretest of the academic achievement of nursing students meditators and nonmeditators were no significantly different at level .05
3. After Anapanasati samadhi practice, stress level of meditators lower than nonmeditators were significantly different at level .05
4. After Anapanasati samadhi peactice, academic achievement of meditators more increasing than nonmeditators were significantly different at level .05
Key word : Effect of Anapanasati samadhi stress, academic achievement

ลงในวารสารเกื้อการุณย์.(2546) ; 10(3) : หน้า 92-93

การศึกษาเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและความพึงพอใจของนักศึกษา พยาลบาลชั้นปีที่ 1 ต่อวิธีการสอนแบบกลุ่มย่อยและบรรยายในวิชาการพยาบาลพื้นฐาน
สุมาลี โพธิ์ทอง วท.บ. (พยาบาล), วท.ม. (การเจริญพันธุ์และวางแผนประชากร) อรชร ศรีไทรล้วน พย.บ. (พยาบาล), กศ.ม. (สุขศึกษา)
บทคัดย่อ
วัตถุประสงค์ : เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและความพึงพอใจของนักศึกษาพยาบาลชั้นปีที่ 1 ต่อวิธีการสอนแบบกลุ่มย่อยและแบบบรรยาย
รูปแบบการวิจัย : การวิจัยแบบกึ่งทดลอง
กลุ่มตัวอย่าง : นักศึกษาพยาบาลชั้นปีที่ 1 วิทยาลัยพยาบาลเกื้อการุณย์ ที่เรียนวิชาการพยาบาลพื้นฐาน ซึ่งจัดการสอนเป็น 2 รูปแบบ ในปีการศึกษา 2543 ระหว่างเดือนธันวาคม 2543 – กุมภาพันธ์ 2544 จำนวน 138 คน
วิธีดำเนินการวิจัย : เก็บรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง คือ นักศึกษาพยาบาลชั้นปีที่ 1 ก จำนวน 70 คน เรียนแบบกลุ่มย่อยกลุ่มละ 9 – 10 คน ซึ่งศึกษาจากสถานการณ์จำลองก่อนเข้ากลุ่มแล้วมาอภิปรายร่วมกัน และนักศึกษาพยาบาลชั้นปีที่ 1 ข จำนวน 68 คน เรียนแบบบรรยาย ภายหลังการสอนทั้ง 2 วิธีแล้วทำการวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและวัดความพึงพอใจโดยใช้แบบสอบถามซึ่งมี 2 ส่วน ส่วนแรกเป็นแบบสอบถามเกี่ยวกับข้อมูลทั่วไป ส่วนที่ 2 เป็นความพึงพอใจต่อวิธีการสอนทั้ง 2 รูปแบบนำข้อมูลที่ได้มา วิเคราะห์โดยใช้โปรแกรม SPSS for Windows
ตัววัดที่สำคัญ : คะแนนเฉลี่ยของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและความพึงพอใจต่อวิธีการสอนทั้ง 2 รูป แบบ
ผลการวิจัย : คะแนนเฉลี่ยของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักศึกษาทั้ง 2 กลุ่มแตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ ความพึงพอใจต่อวิธีการสอนอยู่ในระดับพึงพอใจมากทั้ง 2 รูปแบบ และคะแนนเฉลี่ยของความพึงพอใจต่อวิธีการสอนของทั้ง 2 กลุ่ม แตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ เมื่อพิจารณาความพึงพอใจเป็นรายด้าน พบว่า ในด้านตัวนักศึกษามีความพึงพอใจแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < 0.05)
สรุป : การสอนทั้งแบบกลุ่มย่อยและบรรยายสามารถใช้ได้ดีทั้ง 2 วิธี ให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนทีต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ อีกทั้งผู้เรียนมีความพึงพอใจในระดับมากทั้ง 2 วิธี


เปรียบเทียบเจตคติต่อการป้องกันการตั้งครรภ์ด้วยห่วงอนามัยในสตรีที่คุมกำเนิดด้วยห่วงอนามัย และสตรีที่คุมกำเนิดด้วยวิธีอื่น
สมบูรณ์ บุญเกียรติ* พวงจันทร์ เคลือบพณิชยกุล**

บทคัดย่อ
วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาเจตคติ และเปรียบเทียบเจตคติต่อการป้องกันการตั้งครรภ์ด้วยห่วงอนามัย ของสตรีที่คุมกำเนิดด้วยห่วงอนามัย และสตรีที่คุมกำเนิดด้วยวิธีอื่น และเปรียบเทียบเจตคติต่อการป้องกันการตั้งครรภ์ในสตรีบุตรครรภ์แรก และครรภ์หลัง
รูปแบบการวิจัย: เป็นการวิจัยเชิงสำรวจ (survey research)
กลุ่มตัวอย่าง : สตรีที่มารับบริการคุมกำเนิดด้วยห่วงอนามัย จำนวน 185 คน และสตรีที่คุมกำเนิดด้วยวิธีอื่น เช่น ยาเม็ดคุมกำเนิด ยาฉีดคุมกำเนิด ยาฝังคุมกำเนิด และถุงยางอนามัย จำนวน 185 คน โดยไม่จำกัดจำนวนบุตร อาชีพ ฐานะเศรษฐกิจ และระยะเวลาคุมกำเนิด ทำการศึกษาตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2541 ถึงพฤศจิกายน 2541 (รวมระยะเวลา 4 เดือน) ที่หน่วยวางแผนครอบครัว ภาควิชาสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา วิทยาลัยแพทยศาสตร์ กรุงเทพมหานครและวชิรพยาบาล
วิธีดำเนินการวิจัย :เลือกตัวอย่างตามคุณสมบัติในกลุ่มคุมกำเนิดด้วยห่วงอนามัย 185 คน และในกลุ่มคุมกำเนิดด้วยวิธีอื่น 185 คน โดยให้ตอบแบบวัดเจตคติต่อการป้องกันการตั้งครรภ์ด้วยห่วงอนามัย หลังได้รับบริการ จำนวน 24 ข้อ เป็นข้อความเชิงบวก 12 ข้อ ข้อความเชิงลบ 12 ข้อ คำถาม มีลักษณะมาตรประเมินค่าของ Likert มี 5 ระดับ คือ เห็นด้วยอย่างยิ่ง เห็นด้วย ไม่แน่ใจ ไม่เห็นด้วย ไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง โดยกำหนดคะแนนเป็น 5, 4, 3, 2, 1 ตามลำดับ สำหรับข้อความเชิงบวก และ 1, 2, 3, 4, 5 ตามลำดับ สำหรับข้อความเชิงลบ
ตัววัดที่สำคัญ : ค่าเฉลี่ยของคะแนนเจตคติในการป้องกันการตั้งครรภ์ด้วยห่วงอนามัยในกลุ่มที่คุมกำเนิดด้วยห่วงอนามัย และกลุ่มที่คุมกำเนิดด้วยวิธีอื่น
ผลการวิจัย : กลุ่มที่คุมกำเนิดด้วยห่วงอนามัยมีเจตคติ เห็นด้วยอย่างยิ่งเกี่ยวกับการป้องกันการตั้งครรภ์ด้วยห่วงอนามัย ในด้านบวก สูงสุด คือ ยินดี อ่านเอกสารเกี่ยวกับห่วงอนามัยที่ได้รับแจกร้อยละ 54.10 ส่วนเจตคติในด้านลบ เห็นด้วยอย่างยิ่งสูงสุด คือ ไม่ชอบการคุมกำเนิดด้วยห่วงอนามัย เพราะมีภาวะแทรกซ้อน คิดเห็นร้อยละ 17.80 ส่วนเจตคติในด้านลบเห็นด้วยสูงสุด คือ ใส่ห่วงอนามัยแล้วทำให้เจ็บปวด คิดเป็นร้อยละ 54.10 กลัวการตรวจห่วงด้วยตนเอง และกลัวการใส่ห่วงอนามัยคิดเป็น ร้อยละ 50.30 และ 49.70 ตามลำดับ
กลุ่มที่คุมกำเนิดด้วยวิธีอื่น มีเจตคติด้านบวก เห็นด้วยอย่างยิ่งเกี่ยวกับการป้องกันการตั้งครรภ์ด้วยห่วงอนามัย ในด้านบวกสูงสุด คือ ยินดีอ่านเอกสารเกี่ยวกับห่วงอนามัยที่ได้รับแจก คิดเป็นร้อยละ 48.90 ส่วนเจตคติในด้านลบ เห็นด้วยอย่างยิ่ง สูงสุด คือ การใส่ห่วงอนามัยแล้วหกล้มอาจทำให้มดลูกเอียงต้องตัดทิ้ง คิดเป็นร้อยละ 17.30 ส่วนเจตคติในด้านลบ เห็นด้วยสูงสุด คือ หลังใส่ห่วงอนามัยทำให้มีบุตรยาก คิดเป็นร้อยละ41.10 รองลงมา คือ การใส่ห่วงอนามัยแล้วหกล้ม ทำให้มดลูกเอียงต้องตัดมดลูกทิ้ง คิดเป็นร้อยละ 31.90
กลุ่มที่คุมกำเนิดด้วยห่วงอนามัย มีเจตคติในการป้องกันการตั้งครรภ์ ด้วยห่วงอนามัย ดีกว่ากลุ่มที่คุมกำเนิดด้วยวิธีอื่น (p<0.001)
กลุ่มที่คุมกำเนิดครรภ์หลัง มีเจตคติต่อการป้องกันการตั้งครรภ์ ด้วยห่วงอนามัย ดีกว่าครรภ์แรก (p<0.001)
สรุป : เจตคติต่อการป้องกันการตั้งครรภ์ด้วยห่วงอนามัย อยู่ในระดับปานกลาง สตรีที่คุมกำเนิดด้วยห่วงอนามัยมีเจตคติต่อการป้องกันการตั้งครรภ์ด้วยห่วงอนามัยดีกว่าสตรีที่คุมกำเนิดด้วยวิธีอื่น และสตรีครรภ์หลังมีเจตคติต่อการป้องกันการตั้งครรภ์ด้วยห่วงอนามัยดีกว่าครรภ์แรก

ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักศึกษาพยาบาล จากการสอนด้วยคอมพิวเตอร์ช่วยสอน
ผศ. วิจิตรา กุสุมภ์
บทคัดย่อ
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ เปรียบเทียบความแตกต่างของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักศึกษาพยาบาลระหว่าง 1) ก่อนกับหลังการสอนด้วยคอมพิวเตอร์ช่วยสอน และ ก่อนกับหลังการสอนตามปกติ 2) กลุ่มที่สอนด้วยคอมพิวเตอร์ช่วยสอน กับกลุ่มที่สอนตามปกติ 3) กลุ่มเรียนเรียนเก่ง ที่สอนด้วยคอมพิวเตอร์ช่วยสอน กับกลุ่มเรียนเก่งที่สอนตามปกติ 4) กลุ่มเรียนอ่อน ที่สอนด้วยคอมพิวเตอร์ช่วยสอน กับกลุ่มเรียนอ่อนที่สอนตามปกติ ผลการวิจัยพบดังนี้
ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักศึกษาพยาบาล กลุ่มที่สอนด้วยคอมพิวเตอร์ช่วยสอนสูงกว่าก่อนสอน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.001 และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของ นักศึกษา พยาบาลที่สอนตามปกติ สูงกว่าก่อนสอนตามปกติ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.001 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักศึกษาพยาบาลกลุ่มที่สอนด้วยคอมพิวเตอร์ช่วยสอน
สูงกว่ากลุ่มที่สอนตามปกติ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.005 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักศึกษาพยาบาล กลุ่มที่เรียนเก่งที่สอนด้วยคอมพิวเตอร์ช่วยสอนสูงกว่ากลุ่มเรียนเก่ง
ที่สอนตามปกติ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.002 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักศึกษาพยาบาล กลุ่มเรียนอ่อนที่สอนด้วยคอมพิวเตอร์ช่วยสอนกับกลุ่มเรียนอ่อนที่สอนตามปกติ
ไม่แตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 จากผลการวิจัยครั้งนี้จึงเสนอแนะว่าควรนำคอมพิวเตอร์ช่วยสอนมาใช้กับการเรียนการสอนในหลักสูตรพยาบาลศาสตร
์ และเป็นทางเลือกหนึ่งที่ควรนำมาสอนแบบผสมผสานกับการสอนวิธีอื่น ๆ
ความคิดเห็นของนักศึกษาพยาบาลต่อการเรียนการสอนโดยใช้ปัญหาเป็นหลักและการบรรยาย

สุมาลี โพธิ์ทอง * ลักขณา ยอดกลกิจ **

บทคัดย่อ
การวิจัยครั้งนี้ เป็นการวิจัยเชิงพรรณนามีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาความคิดเห็นของนักศึกษาพยาบาลต่อการเรียนการสอนโดยใช้ปัญหาเป็นหลักและการบรรยาย กลุ่มตัวอย่างคือ นักศึกษาพยาบาลชั้นปีที่ 2 , 3 และ 4 วิทยาลัยพยาบาลเกื้อการุณย์ จำนวน 223คน ที่ได้จากการสุ่มตัวอย่าง (simple random sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เป็นแบบสอบถามที่แบ่งเป็น 3 ส่วน ส่วนที่ 1 ข้อมูลทั่วไป ส่วนที่ 2 ความคิดเห็นเกี่ยวกับการเรียนการสอนโดยใช้ปัญหาเป็นหลักและการบรรยาย ส่วนที่ 3 ให้บรรยายสิ่งที่ชอบที่สุด และสิ่งที่ไม่ชอบในการเรียนการสอนทั้ง 2 วิธี รวมทั้งข้อเสนอแนะเพื่อให้การเรียนการสอนมีประสิทธิผลมากขึ้น ซึ่งผ่านการตรวจสอบจากคณะกรรมการพิจารณาและควบคุมการวิจัยในคนของกรุงเทพมหานครแล้ว ผลการวิจัยพบว่า
1. นักศึกษาพยาบาล มีความคิดเห็นเกี่ยวกับการเรียนการสอนโดยใช้ปัญหาเป็นหลักและการบรรยาย แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ(P < 0.01)
2. นักศึกษาพยาบาลแต่ละชั้นปี มีความคิดเห็นต่อการเรียนการสอนโดยใช้ปัญหาเป็นหลักและการบรรยายแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ(P < 0.01)
3. นักศึกษาพยาบาลชอบการสอนโดยใช้ปัญหาเป็นหลัก เพราะได้แสดงความคิดเห็น ได้ศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง ได้คิดวิเคราะห์ และแก้ไขปัญหา ได้ฝึกทำงานเป็นทีม แต่ไม่ชอบวิธีนี้เพราะต้องใช้เวลามากและเครียด สำหรับการบรรยาย นักศึกษาส่วนใหญ่ชอบเพราะเรียนง่ายไม่เครียด แต่บรรยากาศในการเรียนมักน่าเบื่อและง่วงนอน สำหรับข้อเสนอแนะเพื่อให้การเรียนการสอนโดยใช้ปัยหาเป็นหลักมีประสิทธิผลมากขึ้นคือ อาจารย์ควรมีการสรุปเนื้อหาตอนท้ายพร้อมกันทั้งห้อง
ความสำคัญของปัญหา
สถาบันการศึกษาพยาบาลมีภาระกิจหลักที่สำคัญคือ การผลิตบัณฑิตที่มีความรู้ในศาสตร์สาขาการพยาบาลและสาขาอื่นที่เกี่ยวข้อง มีทักษะชั้นสูงในการปฏิบัติการพยาบาลและผู้ที่มีคุณธรรม จริยธรรม การที่จะบรรลุวัตถุประสงค์ตามภาระกิจดังกล่าวได้ สถาบันจะต้องจัดการเรียนการสอนที่มีประสิทธิภาพอย่างสูงตลอดระยะเวลาท่ศึกษาอยู่ในสถาบัน ดังนั้นหน้าที่ของอาจารย์คือ การจัดหลักสุตรการเรียนการสอนให้นักศึกษามีความรู้ความสามารถในการให้บริการแก่ผู้ป่วยได้อย่างมีคุณภาพ การเรียนการสอนจึงควรฝึกให้นักศึกษามีความใฝ่รู้ สามารถเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง สามารถคิดวิเคราะห์ และมีทักษะในการคิดอย่างมีวิจารณญาณ วิทยาลัยพยาบาลเกื้อการุณย์จึงได้มีการวางแผนปรับวิธีการสอนในวิชาต่างๆ เช่น จัดให้มีการสอนโดยใช้ปัญหาเป็นหลัก การสอนแบบกลุ่มย่อย การสอนโดยใช้กรณีศึกษาร่วมกับการสอนแบบบรรยาย เพื่อให้การเรียนการสอนดำเนินไปได้ด้วยดี ผู้วิจัยจึงต้องการศึกษาเพื่อรวบรวมและประเมินความคิดเห็นของนักศึกษาพยาบาลต่อการเรียนการสอนโดยใช้ปัยหาเป็นหลักและการบรรยาย เพื่อนำมาพัฒนาหลักสุตรและวิธีการสอนให้มีคุณภาพยิ่งขึ้น
วัตถุประสงค์ของการวิจัย
1. ศึกษาความคิดเห็นของนักศึกษาพยาบาลต่อการเรียนการสอนโดยใช้ปัยหาเป็นหลักและการบรรยาย
2. ศึกษาความคิดเห็นของนักศึกษาพยาบาลแต่ละชั้นปีต่อการเรียนการสอนโดยใช้ปัญหาเป็นหลักและการบรรยาย
สมมติฐานการวิจัย
1. นักศึกษาพยาบาลที่มีความคิดเห็นต่อการเรียนการสอนโดยใช้ปัญหาเป็นหลัก และการบรรยายแตกต่างกัน
2. นักศึกษาพยาบาลแต่ละชั้นปีมีความคิดเห็นต่อการเรียนการสอนโดยใช้ปัญหาเป็นหลัก และการบรรยายแตกต่างกัน
วิธีการดำเนินการวิจัย
การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงพรรณนา (descriptive research) กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาเป็นนักศึกษาพยาบาลชั้นปีที่ 2, 3 และ 4 วิทยาลัยพยาบาลเกื้อการุณย์ สุ่มเลือกมาจำนวน 223 คน ซึ่งมีประสบการณ์ในการเรียนโดยใช้ปัญหาเป็นหลักและการบรรยายมาแล้ว การวิจัยครั้งนี้ได้ศึกษาภายใต้กรอบแนวคิด มีตัวแปรอิสระคือ วิธีการสอนโดยใช้ปัญหาเป็นหลักและการบรรยาย ตัวแปรตามคือ ความคิดเห็นต่อการเรียนการสอน ทั้ง 2 วิธี เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น ประกอบด้วยแบบสอบถามเกี่ยวกับข้อมูลทั่วไป จำนวน 3 ข้อ แบบสอบถามแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการเรียนการสอนโดยใช้ปัญหาเป็นหลักและการบรรยาย จำนวน 20 ข้อ แบบแสดงความคิดเห็นที่ให้บรรยายสิ่งที่ชอบที่สุด และไม่ชอบในการเรียนการสอนโดยใช้ปัญหาเป็นหลักและการบรรยาย รวมทั้งข้อเสนอแนะเพื่อให้การเรียนการสอนมีประสิทธิผลมากขิ้น แบบสอบถามได้ผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาจากคณะกรรมการการพิจารณาและควบคุมการวิจัยในคนของกรุงเทพมหานคร และนำไปหาค่าความเชื่อมั่นโดยการทดลองกับนักศึกษาที่ไม่ได้เป็นกลุ่มตัวอย่างจำนวน 30 คน ได้ค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.86 สำหรับความคิดเห็นต่อการเรียนการสอนโดยใช้ปัญหาเป็นหลักและ 0.84 สำหรับความคิดเห็นต่อการเรียนการสอนแบบบรรยาย

การเก็บรวบรวมข้อมูล ผู้วิจัยได้แจ้งวัตถุประสงค์ของการวิจัยแก่นักศึกษาพยาบาลที่เป็นกลุ่มตัวอย่างเพื่อขอความร่วมมือในการวิจัย หลังจากนักศึกษายินยอมเข้าร่วมโครงการแล้ว ผู้วิจัยแจกแบบสอบถามให้นักศึกษาและเก็บคืนในวันรุ่งขึ้น ในการวิจัยครั้งนี้ได้แบบสอบถามที่มีความสมบูรณ์ครบจำนวน 223 ฉบับ
คำสำคัญ
* อาจารย์ 2 ระดับ 7 ภาควิชาการพยาบาลพื้นฐาน วิทยาลัยพยาบาลเกื้อการุณย์
** หัวหน้าภาควิชาการพยาบาลกุมารเวชศาสตร์ วิทยาลัยพยาบาลเกื้อการุณย์

ลงในวารสารวชิรสารพยาบาล.(2546) ; 5(1) : หน้า50-51

ผลของการเสริมกิจกรรมต่อความวิตกกังวลในการฝึกปฏิบัติงานทางการพยาบาลจิตเวชศาสตร์ของนักศึกษาพยาบาลวิทยาลัยพยาบาลเกื้อการุณย์
Effect of the Added Activity to the Anxiety in Psychiatric Nursing practice of Nurse Students at Kaukarun College of Nursing

แสงเทียน ธรรมลิขิตกุล* พย.บ., กศ.ม. (จิตวิทยาพัฒนาการ)
อรทัย บุญเลิศ** พย.บ., กศ.ม. (สุขศึกษา)
บทคัดย่อ
วัตถุประสงค์: ประการแรก เพื่อเปรียบเทียบผลของการเสริมกิจกรรมด้วยกลุ่มประคับประคอง กลุ่มให้ความรู้เสริมทางการพยาบาลจิตเวชศาสตร์ และกลุ่มปกติที่ไม่ได้เสริมกิจกรรมใดๆ (กลุ่มควบคุม) ต่อความวิตกกังวลในการฝึกปฏิบัติงานทางการพยาบาลจิตเวชศาสตร์ (ความวิตกกังวลขณะเผชิญ) และความวิตกกังวลในการฝึกปฏิบัติงานทางการพยาบาลจิตเวชศาสตร์ (ความวิตกกังวลขณะเผชิญ) กับคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในวิชาการพยาบาลจิตเวชศาสตร์ (ภาคปฏิบัติ)
รูปแบบการวิจัย: Randomized control group pretest-posttest design
สถานที่ทำการวิจัย: โรงพยาบาลศรีธัญญา
กลุ่มตัวอย่าง: นักศึกษาพยาบาลชั้นปีที่ 3 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2543 ที่มีคะแนนความวิตกกังวลในการฝึกปฏิบัติงานทางการพยาบาลจิตเวชศาสตร์ตามเกณฑ์การคัดเลือก จำนวน 54 คน
วิธีดำเนินการวิจัย: เก็บข้อมูลความวิตกกังวลแฝงและความวิตกกัวลในการฝึกปฏิบัติงานทางการพยาบาลจิตเวชศาสตร์ นำคะแนนความวิตกกังวลในการฝึกปฏิบัติงานทางการพยาบาลจิตเวชศาสตร์ จัดกลุ่มโดยใช้ randomized block ให้แต่ละกลุ่ม มีระดับสูง กลาง และ ต่ำ จำนวน 3 กลุ่ม กลุ่มแรก เป็นกลุ่มประคับประคองจำนวน 18 คน กลุ่มที่สองเป็นกลุ่มให้ความรู้เสริมทางการพยาบาลจิตเวชศาสตร์จำนวน 18 คน และกลุ่มที่สามไม่ได้รับการจัดกระทำใดๆ เพิ่มเติม เป็นกลุ่มควบคุม จำนวน 18 คน เริ่มให้กลุ่มประคับประคองและกลุ่มให้ความรู้เสริมทางการพยาบาลจิตเวชศาสตร์แก่นักศึกษาพยาบาล ในวันที่ 1,3,5,7,9 และ 12 ของการฝึกปฏิบัติงานทางการพยาบาลจิตเวชศาสตร์ครั้งละ 1 ชั่วโมง รวมทั้งสิ้น 6 ครั้ง ต่อมาอีก 1 สัปดาห์ เก็บข้อมูลความวิตกกังวลในการฝึกปฏิบัติงานทางการพยาบาลจิตเวชศาสตร์อีกครั้ง รวบรวมคะแนนผลสัมฤธิ์ทางการเรียนในวิชาการพยาบาลจิตเวชศาสตร์ (ภาคปฏิบัติ) วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบสมมุติฐานด้วย F-test (one-way ANOVA) เปรียบเทียบรายคู่ด้วย Tukey’s test และค่าสหสัมพันธ์ของ Pearson
ตัววัดที่สำคัญ: ค่าเฉลี่ยคะแนนความวิตกกังวลในการฝึกปฏิบัติงานทางการพยาบาลจิตเวชศาสตร์ ค่าเฉลี่ยคะแนนความวิตกกังวลแฝง และคะแนนผลสัมฤธิ์ทางการเรียนในวิชาการพยาบาลจิตเวชศาสตร์ (ภาคปฏิบัติ)
ผลการวิจัย: ที่สำคัญ 2 ประการ ประการแรก พบว่า การเสริมกิจกรรมด้วยกลุ่มประคับประคองสามารถลดความวิตกกังวลในการฝึกปฏิบัติงานทางการพยาบาลจิตเวชศาสตร์ (ความวิตกกังวลขณะเผชิญ) ได้ดีกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มให้ความรู้เสริมทางการพยาบาลจิตเวชศาสตร์และกลุ่มปกติที่ไม่ได้เสริมกิจกรรมใดๆ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ p = 0.001 ประการที่สองพบว่า ความวิตกกังวลแฝงกับความวิตกกังวลในการฝึกปฏิบัติงานทางการพยาบาลจิตเวชศาสตร์ (ความวิตกกังวลขณะเผชิญ) มีความสัมพันธ์ทางบวกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ p = 0.01 และความวิตกกังวลในการฝึกปฏิบัติงานทางการพยาบาลจิตเวชศาสตร์(ความวิตกกังวลขณะเผชิญ) และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในวิชาการพยาบาลจิตเวชศาสตร์ (ภาคปฏิบัติ) มีความสัมพันธ์ทางลบอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ p = 0.01
สรุป: กลุ่มประคับประคองเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่สามารถนำมาเป็นกิจกรรมเสริมในการฝึกปฏิบัติงานทางการพยาบาลจิตเวชศาสตร์ตามปกติ ซึ่งลดความวิตกกังวลในการฝึกปฏิบัติงานทางการพยาบาลจิตเวชศาสตร์ได้ดี และเป็นวิธีที่ประหยัด สะดวก ทำได้ง่าย ไม่ต้องใช้อุปกรณืจำนวนมาก
คำสำคัญ
* ภาควิชาการพยาบาลจิตเวชศาสตร์ วิทยาลัยพยาบาลเกื้อการุณย์
** ภาควิชาการพยาบาลสูติ-นรีเวชศาสตร์ วิทยาลัยพยาบาลเกื้อการุณย์
Abstract
Objective: the main objective was to compare the effect of the added activities: the supportive group, the giving psychiatric nursing knowledge group and non-added activities group to the anxiety in psychiatric nursing practice (state anxiety). The second objective was to study the correlation between anxiety in psychiatric nursing practice (state anxiety) and grade of psychiatric nursing practice.
Study design: Randomized control group pretest-posttest design.
Setting: Srithunya Hospital
Subjects: The fifty-four students were third year of academic nursing programme, the second semester in the academic year 2000, who had score of anxiety in psychiatric nursing practice about the appointed criterion.
Methods: The methods consisted of two parts. In the first, baseline data were the questionaires of anxiety in psychiatric nursing practice, and trait anxiety. Score of anxiety in psychiatric nursing practice were splited into three groups with randomized block design. Each group had the high-middle-low score of anxiety in psychiatric nursing practice. Those groups were the supportive group (18), the giving psychiatric nursing knowledge group (18), and control group (18). Secondly, giving two treatments were on day 1,3,5,7,9, and 12 in psychiatric nursing practice (six times), a week on tow times, and one hour on time. A week later, the anxiety in psychiatric nursing practice data and grade of psychiatric nursing practice were collected. The obtained data were analyzed by using mean, standard deviation, F-test (one way ANOVA), Tukey’s test, the Pearson’s correlation.
Main outcome measures: Mean scores of psychiatric nursing practice, mean scores of trait anxiety and the grade of psychiatric nursing practice.
Results: Two important finding were: (1) The supportive group, which was the best for reducing anxiety in psychiatric nursing practice (state anxiety), was significantly differentiated from the giving psychiatric nursing knowledge group and control group at the p = 0.001 level. (2) The anxiety in psychiatric nursing practice (state anxiety) and trait anxiety were significantly positive correlation at the p = 0.01 level. The correlation between the anxiety in psychiatric nursing practice (state anxiety) and the grade of psychiatric nursing practice was negative at the p = 0.01 level.
Conclusion: The supportive group, a good alternative method, would be added activity group in psychiatric nursing practice. Besides it could reduce the anxiety in psychiatric nursing practice, then it was saving, easy, and unusing tools.
Key words: anxiety, supportive psycho-therapy, psychiatric practice, nurse student

ลงในวารสารวชิรเวชสาร.(2546) ; 47(2) : หน้า147-149

การศึกษาความรู้สึกมีคุณค่าในตนเองและเจตคติเกี่ยวกับพฤติกรรม เสี่ยงทางเพศของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน
Self-estreem and Risky Sexual Behavior Attitude in Secondary School Students with Hearing lost

สมใจ วินิจกุล* วรุณวรรณ ผาโครต**
บทคัดย่อ
อารมณ์ความรู้สึกและความสนใจทางเพศ เป็นสิ่งที่มีในวัยรุ่นทุกคนการศึกษานี้เป็นการวิจัยเชิงสำรวจเพื่อศึกษาความรู้ศสึกมีคุณค่าในตนเองและเจตคติเกี่ยวกับ พฤติกรรมเสี่ยงทางเพศของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน กลุ่มตัวอย่างคือนักเรียนโรงเรียนเศรษฐเสถียรจำนวน 102 คน เก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถามและวิเคราะห์ข้อมูล ด้วยโปรแกรมสำเร็จรูป SPSS/PC สถิติที่ใช้คือ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตฐาน เปรียบเทียบความแตกต่างของค่าคะแนนเฉลี่ย (t-test) และสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สัน
ผลการศึกษาพบว่า
1. นักเรียนประเมินความรู้สึกมีคุณค่าในตนเอง อยู่ใยระดับปานกลางค่อนไปทางสูง ( ?X =3.25,S.D.=0.29) สำหรับผลการเปรียบเทียบการประเมินความรู้สึกมีคุณค่าในตนเองของนักเรียน จำแนกตามเพศ อายุและสถานภาพสมรสของบิดามารดาของนักเรียน พบว่าไม่แตกต่างกัน
2. นักเรียนมีเจตคติเกี่ยวกับพฤติกรรมเสี่ยงทางเพศที่ถูกต้องอยู่ในระดับปานกลาง
(?X =3.07,S.D.=0.20) สำหรับผลการเปรียบเทียบเจตคติเกี่ยวกีบพฤติกรรมเสี่ยง ทางเพศ จำแนกตามเพศ อายุ และสถานภาพสมรสของบิดามารดาของนักเรียน พบว่าไม่แตกต่างกัน
3. ไม่พบความสัมพันธ์ระหว่างความรู้สึกมีคุณค่าในตนเองและเจตคติเกี่ยวกับพฤติกรรมเสี่ยงทางเพศของนักเรียนชั้นมัธยมที่มีความบกพร่องมางการได้ยิน
ข้อเสนอแนะที่ได้จากการศึกษาคือ ผู้บริหารโรงเรียน อาจารย์ พยาบาลอนามัยโรงเรียน และผู้ปกครอง จะต้องร่วมมือกันส่งเสริมให้นักเรียนรู้สึกว่าตนเองมีคุณค่าและมีเจตคติเกี่ยวกับพฤติกรรมเสี่ยงทางเพศให้ถูกต้อง
*ผู้ช่วยศาสตราจารย์ประจำภาควิชาการพยาบาลสาธารณสุขศาสตร์ วิทยาลัยพยาบาลเกื้อการุณย์
**ผู้ช่วยศาสตราจารย์ประจำภาควิชาการพยาบาลสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา วิทยาลัยพยาบาลเกื้อการุณย

์ Abstract
The purpose of this research was to study self-esteem and sexual behavior attitude of secondary school student with hearing lost. The samples were 102 student. The research instruments were two questionnaires on : self-esteem and risky sexual behavior attitude. Data were analyzed by percentage, arithmetic mean, standard deviation, t-test and correlation. The results show that :

1. There students had moderate self-esteem level (?X=3.25,S.D.=0.29).These was no significant difference of self-esteem score no sex , age and marital status.
2. These students had moderate sexual behavior attitude level (?X=3.07,S.D.=0.20). There was no significant difference of sexual behavior attitude on sex, age and marital status.
3. There was no significant relationship between self-esteem and sexual behavior attitude. Based on these results it is recommended that school director , teacher, school health nurses and parents should promote students self-esteem and attitude toward risky sexual behavior to enhance the preventive behavior of sexual transmitted diseases.

ความสัมพันธ์ระหว่างความรู้ ทัศนคติและการปฏิบัติเพื่อการป้องกันมะเร็งเต้านม ของสตรีวัยเจริญพันธุ์ในชุมชน
The Relationship between Knowledge Attitude and Practice Related to Preventive Breast Cancer among Woman in Community

สมใจ วินิจกุล* (วท.ม.) วรุณวรรณ ผาโครต** (กศ.ม.)
บทคัดย่อ
มะเร็งเต้านมเป็นโรคที่พบมากอันดับสองรองจากมะเร็งปากมดลูก แม้ว่ามะเร็งเต้านมจะเป็นสาเหตุการตายที่สำคัญในสตรีไทย แต่ก็เป็นโรคที่รักษาได้และมีอัตราการรอดชีวิตค่อนข้างสูง ถ้าตรวจพบในระยะเริ่มแรก การส่งเสริมความรู้ ทัศนคติ การปฏิบัติการตรวจเต้านมในระยะเริ่มแรกได้ การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความรู้ ทัศนคติและการปฏิบัติเพื่อป้องกันมะเร็งเต้านมของสตรี กลุ่มตัวอย่างคือสตรีวัยเจริญพันธุ์ในชุมชนวัดทองนพคุณ แขวงคลองสาน เขตคลองสาน กรุงเทพมหานคร จำนวน 130 คน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามความรู้ ทัศนคติและการปฏิบัติเพื่อป้องกันมะเร็งเต้านม วิเคราะห์ด้วยโปรแกรมสำเร็จรูป SPSS/PC สถิติที่ใช้คือร้อยละ ค่าเฉลี่ยและเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยโดยใช้ F-test และ T-test หาความสัมพันธ์ด้วยสหสัมพันธ์ของเพียรสัน ผลการศึกษา พบว่า
1. สตรีกลุ่มตัวอย่างมีความรู้ และการปฏิบัติเพื่อป้องกันมะเร็งเต้านมอยู่ในระดับปานกลาง (M= 6.35, SD=1.72 ) และ ( M=2.21, SD=0.25 ) แต่มีทัศนคติอยู่ในระดับยาก ( M=2.51,SD=0.25 )
2. พบความแตกต่างของคะแนนความรู้ ทัศนคติแลการปฏิบัติเพื่อป้องกันมะเร็งเต้านมของสตรีกลุ่มตัวอย่าง จำแนกตามระดับการศึกษา สถานภาพการสมรส การคุมกำเนิด และประวัติครอบครัว อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และ .05 ยกเว้นปัจจัยด้านอายุ พบว่า ไม่มีความแตกต่างกัน
3. มีความสัมพันธ์ระหว่างความรู้ ทัศนคติและ การปฏิบัติเพื่อป้องกันมะเร็งเต้านมของกลุ่มสตรีตัวอย่าง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
ข้อเสนอแนะที่ได้รับจากการศึกษาคือ การส่งเสริมความรู้ เพิ่มทักษะ และเน้นให้สตรีเห็นถึงความสำคัญของการตรวจเต้านมด้วยตนเอง เป็นวิธีการป้องกันและควบคุมความรุนแรงของมะเร็งเต้านมในสตรีได้
*ผู้ช่วยศาสตราจารย์ประจำภาควิชาการพยาบาลสาธารณสุขศาสตร์ วิทยาลัยพยาบาลเกื้อการุณย์
**ผู้ช่วยศาสตราจารย์ประจำภาควิชาการพยาบาลสูติขนรีเวชศาสตร์ วิทยาลัยพยาบาลเกื้อการุณย

Abstract :
Breast cancer is the second incidence after cervical cancer. Although breast cancer is an important cause of death in Thai woman, it can be cured and has a high rate of survival if detected at an early stage. Breast self examination is one of the recommended method for early detection of breast cancer. The purpose of this research study were to explore the relationship between knowledge attitude and practice of prevention breast cancer among woman in Watthongnophakhon community, Bangkok Metropolitan. The sample include of 130 woman. Data were analyzed to obtain percentage,means, standard deviation, F-test, F-test and pearson ?s product correlation coefficient. The result were as follows.
1. These woman had moderate level of knowledge (M=6.35, SD=1.72 ) and practice (M=2.21, SD=0.25 ) of preventive breast cancer, except attitude had high level. ( M=2.51, SD=.25 )
2. There was significant different between mean score of knowledge, attitude and practice of preventive breast cancer on education, status, family planing and family history. (P<.01, P<.05 ) except in the area of age
3. There was significant relationship between knowledge, attitude and practice of preventive breast cancer. (P<.01 ).
This result show that the supportive knowledge of breast cancer is one method that should be applied to promote breast self examination behavior in woman.

แบบแผนการบริโภคอาหารในระยะที่ 3 ของการตั้งครรภ์ของมารดา ที่ให้กำเนิดทารกแรกเกิดที่มีน้ำหนัก 3,000-3,500 กรัม
Eating Patterns during the Third Trimester Of Pregnancy of Mother Who Delivered 3,000-3,500 grams Birth Weight Infant


บุญศรี กิตติโชติพาณิชย์*  อรทัย บุญเลิศ *
บทคัดย่อ
ระยะที่สามของการตั้งครรภ์เป็นระยะที่มีความสำคัญมากต่อการเพิ่มขึ้นของน้ำหนักทารกในครรภ์ ในการศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสำรวจแบบแผนการบริโภคอาหาร สารอาหารที่มารดได้รับ และภาวะโภชนาการ ในระยะที่สามของสตรีตั้งครรภ์ที่ให้กำเนิดเด็กทารกมีน้ำหนักแรกเกิดระหว่าง 3,000-3,500 กรัม โดยใช้วิธีการศึกษาแบบติดตามไปข้างหน้า กลุ่มตัวอย่างเป็นสตรีตั้งครรภ์แรกปกติไม่มีภาวะแทรกซ้อน ที่มาฝากครรภ์ที่คลีนิฝากครรภ์ 7 แห่ง ของโรงพยาบาลในเขตกรุงเทพมหานคร จำนวน 246 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวินิจฉัยได้แก่ แบบสอบถามความถี่การกินอาหาร แบบสอบถามการกินอาหารย้อนหลัง 24 ชั่วโมง แบบบันทึกการกินอาหาร 3 วัน โดยประเมินภาวะโภชนาการ จากน้ำหนักที่เพิ่ม และดัชนีมวลกาย ในระยะที่ 3 ของการตั้งครรภ์ ผลการศึกษาพบว่าแบบแผนการบริโภคอาหารในระยะที่ 3 ของการตั้งครรภ์ มี 8 แบบ แผนด้วยกัน ซึ่งมีสารอาหารและดัชนีทางโภชนาการที่มีความสำคัญต่อน้ำหนักทารกแรกเกิดอย่างมีนัยสำคัญ ( P < 0.01 และP< 0.05) ดังนี้ ปริมาณพลังงาน คาร์โบไฮเดรต โปรตีนรวม โปรตีนจากพืช และไนอะซิน น้ำหนักที่เพิ่มขึ้นและดัชนีมวลกาย ในช่วงอายุครรภ์ 28 , 32 , และ 36 สัปดาห์ ผลการวิจัยครั้งนี้ สามารถนำแบบแผนการบริโภคอาหารการติดตามน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นและดัชนีมวลกาย ไปใช้เป็นแนวทางการดูแลสุขภาพแก่สตรีในระยะที่ 3 ของการตั้งครรภ์ได้ โดยสนับสนุนให้สตรีตั้งครรภ์ได้กินอาหารทั้ง 8 แบบแผนในปริมาณที่เพียงพอเพื่อที่จะส่งเสริมให้ทารกมีน้ำหนักแรกเกิดอยู่ในเกณฑ์ปกติและมารดามีสุขภาพดี
คำสำคัญ แบบแผนการบริโภคอาหาร ภาวะโภชนาการของมารดา น้ำหนักทารกแรกเกิด
Abstract
The third trimester of pregnancy is essential for fetal weight gain. This study aimed to investigate eating patterns, nutrients intake and maternal nutrition status of the pregnant woman during the third trimester and later delivered infants weight 3,000-3,500 g.
The cohort study included 246 normal primigravidarum at the Antenatal Care Clinic (ANC) in seven hospitals in Bangkok. The instruments used were a) Food Frequency Questionnaire, b) 24-hour food intake recall, and c) 3-day food record. Maternal weight gain and body mass index were assessed. Principal components factor analysis was used to determine the food eating patterns.
Eight distinct eating patterns were identified. The result revealed that caloric intake, carbohydrate, protein, vegetable protein, niacin, maternal weight gain and body mass index at 28 , 32 and 36 weeks of gestation were significantly correlated with infant birth weight (p<0.01 and p<0.05 ).
It was recommended that food eating patterns, weight gain and mass index were used for health promotion among pregnant woman, particularly in the third trimester. Health personals should encourage pregnant woman to have 8 patterns of food in order to have an adequate daily intake for normal infant birth weight and healthy mothers.
Key words: Eating patterns, maternal nutrition, birth weight

ความสัมพันธ์ระหว่างการรับรู้ความสามารถของตนเองกับแบบแผนการดำเนินชีวิตของผู้ป่วยภายหลังการขยายหลอดเลือดโคโรนารีด้วยบอลลูน ( Relationship between self efficacy and lifestyle of patients after percutaneous transluminal coronary angioplasty)
พวงผกา กรีทอง *
บทคัดย่อ

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการรับรู้ความสามารถของตนเองกับแบบแผนการดำเนินชีวิตของผู้ป่วยภายหลังการขยายหลอดเลือดโคโรนารีด้วยบอลลูน กลุ่มตัวอย่างคือ ผู้ป่วยภายหลังการขยายหลอดเลือดโคโรนารีด้วยบอลลูน จำนวน 148 ราย ที่มาติดตามการรักษาที่คลินิคโรคหัวใจ วิทยาลัยแพทยศาสตร์กรุงเทพมหานครและวชิรพยาบาล ตั้งแต่เดือนตุลาคม พ.ศ.2545 ถึงเดือนมีนาคม พ.ศ.2546 เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าสถิติ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ทดสอบนัยสำคัญทางสถิติด้วยค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน
ผลการวิจัยพบว่า ผู้ป่วยภายหลังการขยายหลอดเลือดโคโรนารีด้วยบอลลูน มีการรับรู้ความสามารถของตนเองในระดับดีและมีแบบแผนการดำเนินชีวิตอยู่ในระดับปานกลาง การรับรู้ความสามารถของตนเองมีความสัมพันธ์กับแบบแผนการดำเนินชิวิตอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ( r = .498)

คำสำคัญ : การรับรู้ความสามารถของตนเอง, แบบแผนการดำเนินชีวิต, การขยายหลอดเลือดโคโรนารีด้วยบอลลูน

อาจารย์ 2 ระดับ 7 ภาควิชาการพยาบาลอายุรศาสตร์-ศัลยศาสตร์ วิทยาลัยพยาบาลเกื้อการุณย์

Abstract:

The purpose of this study were determine the relationship between self efficacy and lifestyle of patients after percutaneous transluminal coronary angioplasty. The sample were 148 patients after percutaneous transluminal coronary angioplasty who were folowed up heart clinics at Bangkok Metropolitan Administration Medical College and Vajira Hospital during October 2002 to March 2003. The data were analyzed by using descriptive statistics and pearson’s product moment corelation coefficient.
The results of this study revealed that self efficacy were good level and moderate level in lifestyle . The corelation between self efficacy and lifestyle of patients after percutaneous transluminal coronary angioplasty were .148 statistically significant at level of .01

Key word : Self efficacy, Lifestyle, Percutaneous transluminal coronary angioplasty

ลงในวารสารพยาบาลโรคหัวใจและทรวงอก. (2546) ; 16(2) : หน้า 15-16

ความสัมพันธ์ระหว่างการสนับสนุนทางสังคมกับพฤติกรรมสุขภาพของผู้ป่วยความดันโลหิตสูง
( Relationship between social support and health behavior of hypertensive patients)

พวงผกา กรีทอง*
บทคัดย่อ
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการสนับสนุนทางสังคมกับพฤติกรรม
สุขภาพของผู้ป่วยความดันโลหิตสูง กลุ่มตัวอย่างคือ ผู้ป่วยความดันโลหิตสูงจำนวน 199 ราย ที่มาติดตามการรักษาที่คลินิคความดันโลหิตสูง วิทยาลัยแพทยศาสตร์กรุงเทพมหานครและวชิรพยาบาล ในช่วงเดือนมีนาคม พ.ศ. 2545 ถึงเดือนมิถุนายน พ.ศ.2545 เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลโดย
ใช้ค่าสถิติ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ทดสอบนัยสำคัญทางสถิติด้วยค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน
ผลการวิจัยพบว่า ผู้ป่วยความดันโลหิตสูงมีการสนับสนุนทางสังคมโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง และ
มีพฤติกรรมสุขภาพอยู่ในระดับดี การสนับสนุนทางสังคมมีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมสุขภาพของ
ผู้ป่วยความดันโลหิตสูงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ( r = .193)


คำสำคัญ : การสนับสนุนทางสังคม พฤติกรรมสุขภาพ ความดันโลหิตสูง

อาจารย์ 2 ระดับ 7 ภาควิชาการพยาบาลอายุรศาสตร์-ศัลยศาสตร์ วิทยาลัยพยาบาลเกื้อการุณย์

Abstract :
The purpose of this study were determine the relationship between social support and health behavior of hypertensive patient. The sample were 199 hypertensive patients who were folowed up hypertensive clinics at Bangkok Metropolitan Administration Medical College and Vajira Hospital during March to July 2002. The data were analyzed by using descriptive statistics and pearson’s product moment corelation coefficient. The results of this study revealed that overall social support were moderate level and good level in health behavior. The corelation between social support and health behavior of hypertensive patients were .193 statistically significant at level of .01

Key word : Social support, Health behavior, Hypertension


สมรรถนะของอาจารย์พยาบาลในการจัดการเรียนการสอนในคลินิก

สุภาพ ไทยแท้* ตวงรัตน์ เค้าโสภณ*

บทคัดย่อ
การศึกษาครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงบรรยาย มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบสมรรถนะของอาจารย์พยาบาลในการจัดการเรียน การสอนในคลินิก ตามการรับรู้ของอาจารย์พยาบาล และนักศึกษาพยาบาลเปรียบเทียบสมรรถนะของอาจารย์พยาบาลในการจัดการเรียนการสอนในคลินิก ตามการรับรู้ของนักศึกษาพยาบาลชั้นปีที่ 2, 3 และ 4 เปรียบเทียบสมรรถนะของอาจารย์พยาบาลในการจัดการเรียนการสอนในคลินิก ตามอายุ ประสบการณ์ในการนิเทศ และการได้รับการศึกษา / อบรมเกี่ยวกับการเรียนการสอนภาคปฏิบัติ กลุ่มตัวอย่าง คือ อาจารย์พยาบาลที่สอนภาคปฏิบัติการพยาบาลในคลินิก จำนวน 65 คน และ นักศึกษาพยาบาล จำนวน 438 คน จากวิทยาลัยพยาบาลเกื้อการุณย์ รวบรวมข้อมูลโดยแบบสอบถามสมรรถนะของอาจารย์พยาบาลในการจัดการเรียนการสอนในคลินิก ซึ่งผู้วิจัยปรับปรุงจากแบบวัดลักษณะที่มีประสิทธิภาพของอาจารย์พยาบาลซึ่งสอนภาคปฏิบัติ (The Nursing Clinical Teacher Effectiveness Inventory : NCTEI) และได้รับการตรวจสอบความเที่ยงโดยวิธีของครอนบาค พบว่า มีค่าความเที่ยงทั้งฉบับ .98
ผลการวิจัยพบว่า
1. สมรรถนะของอาจารย์พยาบาลในการจัดการเรียนการสอนในคลินิกโดยรวม ตามการรับรู้ของอาจารย์พยาบาล และนักศึกษาพยาบาลแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p< .05)
2. สมรรถนะของอาจารย์พยาบาลในการจัดการเรียนการสอนในคลินิกโดยรวม ตามการรับรู้ ของนักศึกษาพยาบาลชั้นปีที่ 2, 3 และ 4 แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p< .05)
3. อาจารย์พยาบาลที่มีอายุ ประสบการณ์ในการนิเทศ และการได้รับการศึกษา/อบรมเกี่ยวกับการเรียนการสอนภาคปฏิบัติแตกต่างกัน มีสมรรถนะในการจัดการเรียนการสอนในคลินิกโดยรวม ไม่แตกต่างกัน

* อาจารย์ประจำภาควิชาการพยาบาลสูติ-นรีเวชศาสตร์ วิทยาลัยพยาบาลเกื้อการุณย

์คำสำคัญ : สมรรถนะของอาจารย์พยาบาล / การเรียนการสอนในคลินิก

Abstract :
The purpose of this research were 1) to compare the instructional competency of nursing instructors in clinical setting as perceived by the nursing instructors and the nursing students, 2) to compare the instructional competency of nursing instructors in clinical setting as perceived by the second, third and fourth nursing students and 3) to compare the instructional competency of nursing instructors in clinical setting as perceived by the nursing instructors who had different level of age, working experience and clinical teaching training. The samples consisted of 65 nursing instructors and 438 nursing students in Kuakarun college of nursing. The data were collected by the questionnaire which was developed from The Nursing Clinical Teacher Effectiveness Inventory (NCTEI). Cronbach' s alpha - coefficient of the questionnaire were .98.
The results of this study were :
1. Instructional competency of nursing instructors in clinical setting as perceived by the nursing instructors and the nursing students were statistically significantly difference (p< .05).
2. Instructional competency of nursing instructors in clinical setting as perceived by the second, third and fourth nursing students were statistically significantly difference (p< .05).
3. Instructional competency of nursing instructors in clinical setting as perceived by the nursing instructors who had different level of age, working experiences and clinical teaching training were not statistically significantly difference

Key Words : instructional competency, nursing instructors, clinical setting

ลงในวชิรสารการพยาบาล

ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยด้านนักศึกษา เจตคติต่อการพยาบาลระยะคลอด สภาพแวดล้อม ทางคลินิก กับความรู้สึกเป็นสุขของนักศึกษาพยาบาลในการฝึกปฏิบัติการพยาบาล ในห้องคลอด : ศึกษาเฉพาะกรณี วิทยาลัยพยาบาลเกื้อการุณย์
Relationships Between Student Factors, Attitude towards Nursing Practice in Labour Periods, Clinical Environment and Feeling of Happiness of Nursing Students in Delivery Room Practice : A case study of Kuakarun College of Nursing

ปิยธิดา นิลศรีกุล* วท.บ. (พยาบาลสาธารณสุข), ค.ม. (บริหารการศึกษา)
สุภาพ ไทยแท้** พย.บ., พย.ม. (การพยาบาลศึกษา)

บทคัดย่อ
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความรู้สึกเป็นสุขของนักศึกษาพยาบาลในการฝึกปฏิบัติการพยาบาลในห้องคลอด หาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยด้านนักศึกษา เจตคติต่อการพยาบาลระยะคลอด สภาพแวดล้อมทางคลินิกกับความรู้สึกเป็นสุขของนักศึกษาพยาบาลในการฝึกปฏิบัติการพยาบาลในห้องคลอด รวมทั้งศึกษากลุ่มตัวแปรที่สามารถร่วมกันพยากรณ์ความรู้สึกเป็นสุขของนักศึกษาพยาบาลในการฝึกปฏิบัติการพยาบาลในห้องคลอด กลุ่มตัวอย่างเป็นนักศึกษาพยาบาล ชั้นปีที่ 4 วิทยาลัยพยาบาลเกื้อการุณย์ ปีการศึกษา 2544 จำนวน 163 คน เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรม SPSS/FW วิเคราะห์ข้อมูลโดยหาค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สันและวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแบบเพิ่มตัวแปรเป็นขั้นตอน
ผลการวิจัยพบว่า
1. ความรู้สึกเป็นสุขของนักศึกษาพยาบาลในการฝึกปฏิบัติการพยาบาลในห้องคลอดโดยรวมอยู่ในระดับความรู้สึกเป็นสุขมาก
2. ปัจจัยด้านนักศึกษา ได้แก่ ความพร้อมในการฝึกภาคปฏิบัติของนักศึกษา ปัจจัยเจตคติต่อการพยาบาลระยะคลอด ได้แก่ เจตคติต่อผู้คลอด เจตคติต่อการพยาบาลผู้คลอด ปัจจัยสภาพแวดล้อมทางคลินิก ได้แก่ สภาพแวดล้อมทางกายภาพ พฤติกรรมการนิเทศของอาจารย์ พฤติกรรมการนิเทศของพยาบาล บรรยากาศกลุ่มเพื่อน มีความสัมพันธ์ทางบวกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 กับความรู้สึกเป็นสุขของ นักศึกษาพยาบาลในการฝึกปฏิบัติการพยาบาลในห้องคลอด ส่วนคะแนนเฉลี่ยสะสมไม่มีความสัมพันธ์กับ ความรู้สึกเป็นสุขของนักศึกษาพยาบาลในการฝึกปฏิบัติการพยาบาลในห้องคลอด
3. ปัจจัยที่สามารถร่วมกันพยากรณ์ความรู้สึกเป็นสุขของนักศึกษาพยาบาลในการฝึกปฏิบัติการพยาบาลในห้องคลอด อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ตามลำดับ ได้แก่ พฤติกรรมการนิเทศของอาจารย์ เจตคติต่อการพยาบาลผู้คลอด ความพร้อมในการฝึกภาคปฏิบัติของนักศึกษา และบรรยากาศกลุ่มเพื่อน โดยสามารถร่วมกันพยากรณ์ความรู้สึกเป็นสุขของนักศึกษาพยาบาลได้ร้อยละ 60.6 (R2 = .606)
คำสำคัญ ความรู้สึกเป็นสุข / นักศึกษาพยาบาล / การฝึกปฏิบัติการพยาบาลในห้องคลอด / ปัจจัยด้านนักศึกษา / เจตคติต่อการพยาบาลระยะคลอด / สภาพแวดล้อมทางคลินิก
*ผู้ช่วยศาสตราจารย์ประจำภาควิชาการพยาบาลสูติ-นรีเวชศาสตร์ วิทยาลัยพยาบาลเกื้อการุณย์
**อาจารย์ประจำภาควิชาการพยาบาลสูติ-นรีเวชศาสตร์ วิทยาลัยพยาบาลเกื้อการุณย์
Abstract
The purposes of this research were to study the feeling of happiness of nursing students in delivery room practice and to determine the relationships between student factors, attitude towards nursing practice in labour periods, clinical environment and the feeling of happiness of nursing students in delivery room practice and to search for variables that would be able to predict the feeling of happiness of nursing students in delivery room practice. The sample group consisted of 163 fourth year nursing students in the year 2001 at Kuakarun College of Nursing. The research instruments were questionnaires. The statistical techniques utilized in data analysis were frequency, percentage, mean, standard deviation, Pearson’s product moment correlation and stepwise multiple regression analysis.
Major findings were as follows :
1. The feeling of happiness of nursing students in delivery room practice was at the high level.
2. There were positively significant relationship between student factors (readiness to practice), attitude towards nursing practice in labour periods (attitude towards parturients, attitude towards nursing practice), clinical environment (physical environment, behavior of nursing instructors, behavior of nurses, peer group climate) and feeling of happiness of nursing students in delivery room practice at the .05 level. There was no relationships between nursing students’ grade point average and their feeling of happiness of nursing students in delivery room practice.
3. Factors that could significantly predict the feeling of happiness of nursing students in delivery room practice were behavior of nursing instructors, attitude towards nursing practice in labour periods, readiness to practice, and peer group climate at the .05 level. The predictors accounted for 60.6 percent (R2 = .606) of the variance.
KEY WORDS : feeling of happiness / nursing students / delivery room practice / student factors / attitude towards nursing practice in labour periods / clinical environment

ลงในวารสารการศึกษาพยาบาล . (2546) ; 14 (3) : หน้า 45-55

 

ความสัมพันธ์ระหว่างการรับรู้ของ นักศึกษาพยาบาลต่อสภาพแวดล้อม ทางคลินิกและความสามารถในการปฏิบัติ การพยาบาลในห้องคลอด

สุภาพ ไทยแท้ พย.บ., พย.ม. (การพยาบาลศึกษา)*
ปิยธิดา นิลศรีกุล วท.บ. (พยาบาลสาธารณสุข), ค.ม. (บริหารการศึกษา)*
สุมิตรา สิทธิฤทธิ์ พย.บ., กศ.ม. (สุขศึกษา)*

บทคัดย่อ

วัตถุประสงค์ : ประการแรกเพื่อศึกษาความสามารถในการปฏิบัติการพยาบาลในห้องคลอดของนักศึกษาพยาบาล ประการที่สองเพื่อหาความสัมพันธ์ระหว่างการรับรู้ของนักศึกษาพยาบาลต่อสภาพแวดล้อมทางคลินิก กับความสามารถในการปฏิบัติการพยาบาลในห้องคลอด และประการที่สามเพื่อหากลุ่มตัวแปรที่สามารถร่วมกันพยากรณ์ความสามารถในการปฏิบัติการพยาบาลในห้องคลอดของนักศึกษาพยาบาล
รูปแบบการวิจัย : การวิจัยเชิงบรรยาย
สถานที่ทำการวิจัย : วิทยาลัยพยาบาลเกื้อการุณย์
กลุ่มตัวอย่าง : นักศึกษาพยาบาลชั้นปีที่ 4 วิทยาลัยพยาบาลเกื้อการุณย์ จำนวน 164 คน
วิธีดำเนินการวิจัย : เก็บรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างโดยใช้แบบสอบถาม ซึ่งประกอบด้วย
ส่วนที่ 1 แบบวัดการรับรู้ของนักศึกษาพยาบาลต่อสภาพแวดล้อมทางคลินิก และส่วนที่ 2 แบบวัดความสามารถในการปฏิบัติการพยาบาลในห้องคลอดของนักศึกษาพยาบาล รวบรวม และตรวจสอบข้อมูลเพื่อนำ สู่การวิเคราะห์ข้อมูลต่อไป
ตัววัดที่สำคัญ : การรับรู้สภาพแวดล้อมทางคลินิก และความสามารถในการปฏิบัติการพยาบาล ในห้องคลอดของนักศึกษาพยาบาล
ผลการวิจัย : นักศึกษาส่วนใหญ่มีคะแนนความสามารถในการปฏิบัติการพยาบาลในห้องคลอดอยู่ในระดับสูง ปัจจัยด้านการรับรู้ของนักศึกษาพยาบาลต่อสภาพแวดล้อมทางคลินิก มีความสัมพันธ์ทางบวกกับความสามารถในการปฏิบัติการพยาบาลในห้องคลอดของนักศึกษาพยาบาลอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และปัจจัยที่ร่วมกันพยากรณ์ความสามารถในการปฏิบัติการพยาบาลในห้องคลอดของนักศึกษาพยาบาลอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 คือ การรับรู้ต่อสภาพแวดล้อมทางคลินิกด้านนักศึกษา พยาบาลประจำการ และสภาพแวดล้อม ในห้องคลอด โดยสามารถร่วมกันพยากรณ์ความสามารถในการปฏิบัติการพยาบาลในห้องคลอดของนักศึกษาพยาบาล ได้ร้อยละ 38.30 (R2 = .383)
สรุป : การศึกษาครั้งนี้แสดงให้เห็นว่าการรับรู้ของนักศึกษาพยาบาลต่อสภาพแวดล้อมทางคลินิก มีส่วนทำให้เพิ่มหรือลดความสามารถในการปฏิบัติการพยาบาลในห้องคลอดของนักศึกษาพยาบาลได้ ดังนั้นจึงควรมีการพัฒนาความร่วมมือระหว่างอาจารย์พยาบาลและฝ่ายบริการพยาบาลเพื่อเสริมสร้างสภาพแวดล้อมทางคลินิกให้เอื้ออำนวยต่อการเรียนการสอนจะช่วยให้นักศึกษามีความสามารถในการปฏิบัติการพยาบาลมากขึ้น

Abstract

Relationships between Perception toward Clinical Environment and Ability in Clinical Performance of Nursing Students at Labour Room

Suparp Thaithae B.N., M.N.S. (Nursing Education)*
Piyathida Nilsrikul B.Sc. (PHN.), M.Ed. (Educational Administration)*
Sumitra Sittirit B.N., M.Ed. (Health Education)*

*Department of Obstetrics and Gynecology Nursing, Kuakarun College of Nursing

Objective : The purposes of this research were to study the ability in clinical performance of nursing students at labour room, to determine the relationships between perception of nursing students toward clinical environment and ability in clinical performance of nursing students and to search for the variables that would be able to predict ability in clinical performance of nursing students at labour room .
Study design : Descriptive research
Setting : Kuakarun College of Nursing
Subjects : The 164 fourth year - nursing students through practicing skill at labour room of the nursing programe, in the academic year 2002 at Kuakarun College of Nursing
Methods : Data were collected by questionnaires which comprised 2 parts : part 1 was perception of nursing students toward clinical environment and part 2 was ability in clinical performance of nursing students at labour room. The obtained data were analized by SPSS for Window programe.
Main outcome measures : perception of nursing students toward clinical environment and ability in clinical performance of nursing students at labour room
Results : Most of nursing students had ability in clinical performance at labour room were at high level. There were statistically significant positive relationships between perception of nursing students toward clinical environment and ability in clinical performance of nursing students at labour room (P < .05). Factors that could significantly predict the ability in clinical performance of nursing students at labour room were perception toward nursing students, nurse and environment in labour room (P < .05). The predictors accounted for 38.30 percent
(R2 = .383).
Conclusion : The finding suggested that the perception of nursing students toward clinical environment is still needed and is the factor of increasing or decreasing the ability in clinical performance at labour room. The co – operation between nursing instructors and staff nurses should be developed to promote the better clinical environment that ability in clinical performance would motivate nursing students for better performance.

Key words : perception / clinical environment / ability in clinical performance / labour room /
nursing students

วชิรเวชสาร. (2546) ; 47 (3) ; หน้า 197-206

การส่งเสริมพฤติกรรมสุขภาพเกี่ยวกับเรื่องเพศของวัยรุ่นหญิง

สุภาพ ไทยแท้ พย.ม. ( การพยาบาลศึกษา )*
สุมิตรา สิทธิฤทธิ์ กศ.ม. ( สุขศึกษา )**

บทคัดย่อ
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของการใช้กระบวนการกลุ่มต่อความรู้เจตคติ และพฤติกรรมสุขภาพเกี่ยวกับเรื่องเพศของวัยรุ่นหญิง ทำการศึกษาโดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยกึ่งทดลอง วิธีการเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง ได้กลุ่มตัวอย่างนักเรียนหญิงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 จังหวัดปทุมธานี จำนวน 80 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลอง 40 คน กลุ่มตัวอย่างทั้งสองกลุ่มมีลักษณะทางประชากรคล้ายคลึงกัน กลุ่มทดลองได้รับความรู้ตามแบบที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น ส่วนกลุ่มเปรียบเทียบได้รับความรู้จากการสอนตามปกติ ดำเนินการสอน 3 ครั้ง ห่างกัน 1 สัปดาห์ ทั้งสองกลุ่มได้รับการทดสอบก่อนและหลังการทดลอง คือ ทดสอบก่อนการทดลอง 1 สัปดาห์ ทดสอบหลังการทดลอง 8 สัปดาห์ เช่นเดียวกัน วิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ทดสอบค่าที่ ( paired samples t – test and Independent ’s t – test )
ผลการวิจัยพบว่า
1. คะแนนความรู้ เจตคติ และพฤติกรรมสุขภาพเกี่ยวกับเรื่องเพศของกลุ่มทดลองภายหลังการได้รับความรู้เรื่องการส่งเสริมพฤติกรรมสุขภาพเกี่ยวกับเรื่องเพศ โดยการใช้กระบวนการกลุ่มสูงกว่าก่อนได้รับความรู้เรื่องการส่งเสริมพฤติกรรมสุขภาพเกี่ยวกับเรื่องเพศ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ( p< 0.001 )
2. คะแนนความรู้ เจตคติ และพฤติกรรมสุขภาพเกี่ยวกับเรื่องเพศของกลุ่มทดลองที่ได้รับความรู้เรื่อง
การส่งเสริมพฤติกรรมสุขภาพเกี่ยวกับเรื่องเพศ โดยใช้กระบวนการกลุ่มสูงกว่ากลุ่มเปรียบเทียบที่ไม่ได้รับความรู้ด้วยวิธิดังกล่าว อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ( p< 0.001 )

คำสำคัญ : พฤติกรรมสุขภาพเกี่ยวกับเรื่องเพศ กระบวนการกลุ่ม

* อาจารย์ประจำภาควิชาการพยาบาลสูติ – นรีเวชศาสตร์ วิทยาลัยพยาบาลเกื้อการุณย์
** ผู้ช่วยศาสตราจารย์ประจำภาควิชาการพยาบาลสูติ – นรีเวชศาสตร์ วิทยาลัยพยาบาลเกื้อการุณย์

Abstract
The purpose of this research was to investigate the effect of using group process on knowledge, attitude and sexual health behavior of female seventh – grade students in Pathumthani province. Quasi – experimental research was implemented. The sample in this study were 80 of female seventh – grade students in Pathumthani province. The sample was randomed into experimental and comparison group. The experimental and comparison students were equally devided into group of 40 . The two groups of the study had semilar demographic characteristics.
The experimental group had gained knowledge about promotion of sexual health behavior developed by the researcher while the comparison group had gained knowledge from teaching as usaul. The teaching modules was devided into 3 times per three weeks. Concerning the pre – test was done one week before the implementation and post – test was done eight weeks after the implementation. Data were analysed with percentages , averages and standard deviation. Comparisons were conducted by utilizing paired samples t – test and Independent’s t –test
The results of the study revealed that :
1. The post – test score of knowledge, attitude and sexual health behavior of the experimental group were significantly higher than the pre - test score ( p< 0.001 ).
2. The experimental group had significantly higher score of knowledge, attitude and sexual health behavior than the comparison group ( p< 0.001 )

Keywords : Sexual health behavior, group process


เสียงสะท้อนจากหญิงตั้งครรภ์ที่ติดเชื้อเอชไอวี : บทบาทพยาบาลในการให้การปรึกษา
Voices of HIV infected pregnant women : nursing ‘s role in counseling

สุภาพ ไทยแท้* พย.บ.,พย.ม. (การพยาบาลศึกษา)

บทคัดย่อ
ในปัจจุบันพบว่ามีหญิงตั้งครรภ์ที่ติดเชื้อเอชไอวีเพิ่มมากขึ้นส่งผลถึงทารกในครรภ์ที่มีโอกาสติดเชื้อจากมารดาโดยผ่านทางรกในขณะตั้งครรภ์การคลอด การเลี้ยงลูกด้วยนมมารดา และยังพบว่ากลุ่มหญิงตั้งครรภ์ที่ติดเชื้อมีโอกาสคลอดก่อนกำหนดมากขึ้นจึงนับว่าเป็นปัญหาสำคัญยิ่งปัญหาหนึ่งทางด้านสาธารณสุข ปัญหาและผลกระทบที่เกิดขึ้นกับหญิงตั้งครรภ์เหล่านี้เป็นเรื่องที่สลับซับซ้อนทั้งปัญหาที่พบทางด้านร่างการ จิตใจ สังคม และเศรษฐกิจ ซึ่งนับว่ามีผลกระทบอย่างรุนแรง ดังนั้นจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่พยาบาลซึ่งเป็นบุคลากรในทีมสุขภาพที่ดูแลหญิงตั้งครรภ์อย่างใกล้ชิดต้องให้การช่วยเหลือซึ่งการให้การปรึกษาเป็นวิธีการหนึ่งที่จะช่วยเหลือ ประคับประคองผู้ติดเชื้อ และครอบครัวเพื่อให้ยอมรับปัญหาปรับตัว และหาทางออกอย่างเหมาะสม หญิงตั้งครรภ์ที่มารับบริการฝากครรภ์จะได้รับการเจาะเลือดเพื่อหาเชื้อเอชไอวี และก่อนการเจาะเลือดทุกครั้งต้องได้รับการเซ็นยินยอมของผู้รับบริการ การให้การปรึกษาก่อนและหลังการเจาะเลือดจึงเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง
สำหรับด้านการจัดการเรียนการสอนทางพยาบาลศาสตร์ควรกำหนดเนื้อหาเกี่ยวกับหลักการวิธีการในการให้การปรึกษาตลอดจนจัดการเรียนการสอนให้นักศึกษามีทักษะในการให้การปรึกษาเพื่อให้นักศึกษามีความรู้ ความสามารถในการให้การปรึกษาแก่ผู้ติดเชื้อเอชไอวี ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
คำสำคัญ : หญิงตั้งครรภ์ที่ติดเชื้อเอชไอวี บทบาทพยาบาล การให้การปรึกษา
*อาจารย์ประจำภาควิชาการพยาบาลสูติ-นรีเวชศาสตร์ วิทยาลัยพยาบาลเกื้อการุณย์
Abstract
At present, the number of HIV infected pregnant women has increased each year. Transplacental transmission can occur early. In most cases, however, transmission occurs at birth. It is also probable that the HIV infection can be transmitted through breast milk. Vertical transmission is more common in preterm births. HIV infection during pregnancy is one of the most important issues in health care system. Problems and conditions of these pregnant woman not only deal with medical services, but also include psychological services and socio-economic support. Therefore, it is the important reason to health them. Nurse is one of the significant person in health care system. She can health and support them by using counseling technique. Because counseling can help them to accept, adapt and cope with problem by themselves. HIV screening for pregnant woman is managed. Informed consent must be obtained before an HIV test is performed. Counseling before and after HIV testing is standard nursing practice today.
In nursing education, the baccalaureate nursing curriculum needs to include knowledge and the learning experience regarding HIV/AIDS counseling. The nursing students ensure that client counseling is performed to the highest satisfaction.
KEY WORDS: HIV infected pregnant women, Role of nursing, Counseling.

ลงในวชิรสารการพยาบาล. (2546) ; 5 (2) : หน้า 79-80

ความวิตกกังวลและความต้องการข้อมูลของหญิงตั้งครรภ์ก่อนผ่าตัดคลอดทางหน้าท้อง
The Anxiety and Information need of the Pregnant Women before Having the Cesarean Section

อรทัย บุญเลิศ พย.บ., กศ.ม. (สุขศึกษา)*
แสงเทียน ธรรมลิขิตกุล กศ.ม. (จิตวิทยาพัฒนาการ)**
Orathai Boonlert BN , Med (Health Education) *
Sangtien Thamlikitkul Med (Development Psychology)**

บทคัดย่อ
วัตถุประสงค์ : เพื่อศึกษาความวิตกกังวล ความต้องการข้อมูล และความสัมพันธ์ระหว่างความวิตกกังวลกับความต้องการข้อมูลของหญิงตั้งครรภ์ก่อนผ่าตัดทางหน้าท้อง
รูปแบบการวิจัย : การวิจัยเชิงพรรณนา
กลุ่มตัวอย่าง:หญิงตั้งครรภ์ที่เข้ามารับการผ่าตัดคลอดทางหน้าท้องที่วิทยาลัยแพทย์ศาสตร์กรุงเทพมหานครและวชิรพยาบาล ตั้งแต่มกราคม – พฤศจิกายน 2543 จำนวนทั้งสิ้น 124 คน
วิธีดำเนินการวิจัย : เก็บรวบรวมข้อมูลจากแบบสอบถาม ซึ่งประกอบด้วย 3 ส่วน คือ ส่วนที่หนึ่งข้อมูลพื้นฐานส่วนบุคคล ส่วนที่สอง แบบวัดความวิตกกังวลของสปิลเบอร์เกอร์ ส่วนที่สาม แบบสอบถามความต้องการข้อมูล นำข้อมูลที่ได้มาบันทึกข้อมูลและคำนวณสถิติด้วยโปรแกรม SPSS for Windows
ตัววัดที่สำคัญ : ค่าเฉลี่ยของคะแนนความวิตกกังวลแฝงและความต้องการข้อมูล
ผลการวิจัย : หญิงตั้งครรภ์ก่อนผ่าตัดคลอดทางหน้าท้องมีความวิตกกังวลขณะเผชิญและความวิตกกังวลแฝงอยู่ในระดับต่ำ คิดเป็นร้อยละ 87.9 และ 56.5 ตามลำดับ แต่มีความต้องการข้อมูลก่อนผ่าตัดคลอดอยู่ในระดับสูง คิดเป็นร้อยละ 88.7 ความวิตกกังวลขณะเผชิญมีความสัมพันธ์ทางบวก (r = 0.720) กับความวิตกกังวลแฝงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p ? 0.001) แต่ความวิตกกังวลขณะเผชิญและความวิตกแฝงไม่มีความสัมพันธ์กับความต้องการข้อมูลก่อนผ่าตัดคลอดทางหน้าท้อง หญิงตั้งครรภ์ที่มีการศึกษา รายได้ และสถานภาพสมรสแตกต่างกันมีความวิตกกังวลขณะเผชิญ และความวิตกกังวลแฝงแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p ? 0.05) หญิงตั้งครรภ์ที่มีประสบการณ์ผ่าตัดคลอดทางหน้าท้องแตกต่างกันมีความวิตกกังวลขณะเผชิญแตกต่างกันอย่างมีอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p ? 0.05) และหญิงตั้งครรภ์ที่มีการศึกษา ประสบการณ์ผ่าตัดคลอดทางหน้าท้องแตกต่างกันมีความต้องการข้อมูลก่อนผ่าตัดคลอดทางหน้าท้องแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p ? 0.05) ข้อมูลที่ต้องการมากที่สุดคือ ข้อมูลที่เกี่ยวกับการผ่าตัดคลอดทางหน้าท้อง รองลงมาคือ การฟื้นฟูสภาพและกฎระเบียบตามลำดับ
สรุป : หญิงตั้งครรภ์มีความวิตกกังวลขณะเผชิญและความวิตกกังวลแฝงอยู่ในระดับต่ำ แต่ความต้องการข้อมูลก่อนการผ่าตัด คลอดอยู่ในระดับสูง ความวิตกกังวลขณะเผชิญมีความสัมพันธ์ทางบวกกับความวิตกกังวลแฝง ในขณะที่ความวิตกกังวลขณะเผชิญและความวิตกกังวลแฝงไม่มีความสัมพันธ์กับความต้องการข้อมูล

* ภาควิชาการพยาบาลสูติ-นรีเวชศาสตร์ วิทยาลัยพยาบาลเกื้อการุณย์
** ภาควิชาการพยาบาลจิตเวชศาสตร์ วิทยาลัยพยาบาลเกื้อการุณย์
* Department of Obstetrics and Gynecology Nursing , Kuakarun College of Nursing
** Department of psychiatric Nursing , Kuakarun College of Nursing

Abstract
Objective : To study the anxiety , information need and the relationship between the anxiety and the information need of pregnant women before having the cesarean section.
Study design : descriptive study by survey.
Subjects : One hundred and twenty four pregnant woman who admitted in BMA Medical College and Vajira Hospital for cesarean section from January – November 2000.
Methods : Questionairs consisted of three parts; demographic from, Speilberger’s STAI from
X – I and STAI from X – II inventory and information need questionair were filled out and collected. The obtained data were analyzed by using SPSS for Windows program.
Main outcome measures : Mean scores of the state anxiety , trait anxiety, and the information need.
Results : Mean scores of pregnant woman’s state anxiety and trait anxiety were in low level ( 87.9 and 56.5 %) and the information need was in high level (88.7 %). State anxiety was significantly and positively related to trait anxiety at p < 0.001 level (r = 0.720), while the anxiety was not significantly related to information need. There was a significant difference of state anxiety and trait anxiety among patients who had different education, income and marital status at p < 0.05 level. There was a significant difference of state anxiety among patients who had different cesarean section experience at p < 0.05 level. There was also a significant difference of information need among patients who had different education level and cesarean section experience at p < 0.05 level. The most of information needs was about cesarean section, the second was ambulation and the third was hospital discipline.
Conclusion : Pregnant women had state anxiety and trait anxiety in low level but information need before cesarean section in high level. State anxiety was significantly and positively related to trait anxiety, while state anxiety and trait anxiety were not significant related to information need.
Key words : anxiety, information need, cesarean section.

ลงในวชิรเวชสาร ปีที่ 46 เล่ม 2 พฤษภาคม 2545


พฤติกรรมการป้องกันการติดเชื้อขณะฝึกปฏิบัติงานบนคลินิก ของนักศึกษาพยาบาล วิทยาลัยพยาบาลเกื้อการุณย์

อรชร ศรีไทรล้วน กศ.ม. (สุขศึกษา)*
อมรรัตน์ เสตสุวรรณ พย.ม. (การบริหารการพยาบาล)**

บทคัดย่อ
ในการฝึกปฏิบัติงานของนักศึกษาพยาบาล จำเป็นต้องดูแลใกล้ชิดกับผู้ป่วย ต้องเรียนรู้ที่จะใช้อุปกรณ์และเครื่องมือแพทย์หลายชนิด จึงมีโอกาสสัมผัสเชื้อโรคได้มากบุคคลหนึ่ง การศึกษาครั้งนี้มี วัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพฤติกรรมการป้องกันการติดเชื้อ การได้รับอุบัติเหตุ การแก้ไขเบื้องต้น รวมทั้งปัญหา อุปสรรคในการป้องกันการติดเชื้อ และข้อเสนอแนะการดูแลสุขภาพขณะฝึกปฏิบัติงานบนคลินิกของนักศึกษาพยาบาล วิทยาลัยพยาบาลเกื้อการุณย์ ประชากรคือ นักศึกษาพยาบาล ชั้นปีที่ 2, 3, 4 หลักสูตรพยาบาลศาสตรบัณฑิต วิทยาลัยพยาบาลเกื้อการุณย์ ทั้งหมดจำนวนทั้งสิ้น 353 คน เก็บรวบรวมข้อมูลเดือน พฤศจิกายน 2547 โดยใช้แบบสอบถาม ได้รับแบบสอบถามคืนจำนวน 343 ฉบับ คิดเป็น ร้อยละ 97.17 วิเคราะห์ ข้อมูลด้วย ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และเปรียบเทียบความ แตกต่างของพฤติกรรมการปฏิบัติที่ปลอดภัยจากการติดเชื้อและแนวทางการปฏิบัติเมื่อเกิดการเจ็บป่วย หรือเกิดการติดเชื้อของนักศึกษาแต่ละชั้นปีเป็นรายคู่โดยวิธีเชฟเฟ่ ผลการศึกษาพบว่า นักศึกษาพยาบาลมีการปฏิบัติเพื่อให้ปลอดภัยจากการติดเชื้อ โดยปฏิบัติทุกครั้ง ร้อยละ 80 ขึ้นไป และ 3 อันดับแรกที่มีการปฏิบัติสูงสุด คือ การทิ้งขยะติดเชื้อลงในถังขยะติดเชื้อ การแยกเข็มและทิ้งลงภาชนะป้องกันการทิ่มทะลุ ร้อยละ 98.8 เท่ากัน และการทิ้งสายให้สารน้ำหรือผลิตภัณฑ์จากเลือดลงในถุงขยะติดเชื้อ ร้อยละ 97.4 สำหรับแนวทางการปฏิบัติเมื่อเกิดการเจ็บป่วย หรือเกิดการติดเชื้อขณะฝึกปฏิบัติงาน นักศึกษาปฏิบัติมากที่สุดคือ เมื่อเกิดการเจ็บป่วยจะป้องกันตนเอง ไม่ให้เกิดการแพร่กระจายเชื้อไปสู่ผู้อื่นคิดเป็นร้อยละ 60.8 นักศึกษาได้รับอุบัติเหตุที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อ ตั้งแต่เริ่มฝึกจนถึงปัจจุบัน ร้อยละ 36.73 โดยถูกเลือด/สารคัดหลั่งกระเด็นใส่, อุปกรณ์มีคม และเข็มทิ่มตำ (ร้อยละ 47.67, 27.96 และ 24.37 ตามลำดับ )และแนวทาง การแก้ไขเบื้องต้นคือ การแจ้งให้อาจารย์ผู้สอนบนหอผู้ป่วยทราบ ร้อยละ 80.95 และการเปรียบเทียบ พฤติกรรมของนักศึกษาพยาบาลพบว่า นักศึกษาพยาบาลชั้นปีที่ 2 มีค่าเฉลี่ยด้านการปฏิบัติที่ปลอดภัยจากการติดเชื้อขณะฝึกปฏิบัติงานสูงกว่านักศึกษาพยาบาลชั้นปีที่ 3 และปีที่ 4 อย่างมี นัยสำคัญที่ระดับ .05 นักศึกษาพยาบาลชั้นปีที่ 3 และปีที่ 4 มีค่าเฉลี่ยด้านแนวทางการปฏิบัติเมื่อเกิดการเจ็บป่วย หรือเกิดการ ติดเชื้อสูงกว่านักศึกษาพยาบาลชั้นปี 2 อย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .05 นักศึกษาพยาบาลชั้นปีที่ 3 และปีที่ 4 มีค่าเฉลี่ยการปฏิบัติที่ปลอดภัยจากการติดเชื้อขณะฝึกปฏิบัติงานและแนวทางการปฏิบัติเมื่อเกิดการเจ็บป่วยไม่แตกต่างกัน

* อาจารย์ประจำภาควิชาการพยาบาลพื้นฐาน วิทยาลัยพยาบาลเกื้อการุณย์ สำนักการแพทย์ กรุงเทพมหานคร
** อาจารย์ประจำภาควิชาการพยาบาลพื้นฐาน วิทยาลัยพยาบาลเกื้อการุณย์ สำนักการแพทย์ กรุงเทพมหานคร

การศึกษาปัจจัยส่วนบุคคล การรับรู้ประโยชน์ การรับรู้อุปสรรค
กับพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพของนักเรียนวัยรุ่นระดับมัธยมศึกษา
( Study of personal factors , Perceived Benefits, Perceived
Barriers ,and Health Promoting Behaviors of teenage high school)

นางลดาพร ทองสง พยม.(การพยาบาลศึกษา)*
นางสาวมัณฑนา ไทยแท้ คบ.(สังคมศึกษา)**

บทคัดย่อ

การศึกษาครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงบรรยาย เพื่อศึกษาระดับพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพและ
ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยส่วนบุคคล การรับรู้ประโยชน์และการรับรู้อุปสรรคของการปฏิบัติพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพกับพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพและศึกษาปัจจัยที่สามารถเป็นตัวทำนายระดับพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพของนักเรียนวัยรุ่นระดับมัธยมศึกษา กลุ่มตัวอย่างของการวิจัยครั้งนี้คือนักเรียนวัยรุ่นระดับมัธยมศึกษาปีที่ 1-6 จำนวน 208 คน ของโรงเรียนแห่งหนึ่งในจังหวัดปทุมธานี เก็บข้อมูลในช่วงเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2547 เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามที่ผู้วิจัยดัดแปลงมาจากแบบประเมินแบบแผนการดำเนินชีวิตและพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพของเพนเดอร์ (Pender ,1996) ข้อมูลจากแบบสอบถามที่ได้นำมาวิเคราะห์ด้วยสถิติ ร้อยละ ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน วิเคราะห์การถดถอยพหุแบบขั้นตอน ผลการวิจัยพบว่านักเรียนวัยรุ่นมีพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง
( = 2.81 , SD = .30) มีการรับรู้ประโยชน์ของการปฏิบัติพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพอยู่ในระดับสูง ( = 3.12 , SD = .43 ) การรับรู้อุปสรรคของการปฏิบัติพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพอยู่ในระดับต่ำ ( =1.89 , SD = .37) การรับรู้ประโยชน์ของการปฏิบัติพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพและผลการเรียนมีความสัมพันธ์ทางบวกกับพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพโดยรวมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (r =.474 p <.01 ; r =. 217 p < .05 ตามลำดับ) การรับรู้อุปสรรคของการปฏิบัติพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพมีความสัมพันธ์ทางลบกับพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพโดยรวมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (r =.215 p <.01) เมื่อวิเคราะห์การถดถอยพหุพบว่าการรับรู้ประโยชน์และการรับรู้อุปสรรคของการปฏิบัติพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพสามารถร่วมอธิบายพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพของนักเรียนวัยรุ่นระดับมัธยมศึกษาได้ร้อยละ 23.5 (R2 = .235 p < .01) จากผลการวิจัยโรงเรียนและหน่วยงานที่รับผิดชอบด้านสุขภาพตลอดจนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรจัดโปรแกรมหรือรูปแบบกิจกรรมที่สามารถปฏิบัติได้จริงเพื่อส่งเสริมพฤติกรรมสุขภาพให้
กับนักเรียนวัยรุ่นระดับมัธยมศึกษาเพิ่มมากขึ้น เช่น โปรแกรมออกกำลังกาย โปรแกรมพัฒนาจิตและคลายเครียด โปรแกรมปรับเปลี่ยนพฤติกรรมบริโภค เป็นต้น ตลอดจนมีการรณรงค์หรือจัดกิจกรรมเผยแพร่ข้อมูล ข่าวสาร ความรู้ ด้านการส่งเสริมสุขภาพผ่านกระบวนการเรียนการสอนทั้งในและนอกห้องเรียน เพื่อเพิ่มการรับรู้ประโยชน์ของการปฏิบัติพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพของ
นักเรียนให้ดียิ่งขึ้น ตลอดจนโรงเรียนจะต้องเป็นแกนกลางในการให้ความรู้ความเข้าใจแก่ครู ผู้ปกครองและชุมชนไปพร้อมๆกันด้วย อันจะสนับสนุนการส่งเสริมสุขภาพและลดอุปสรรคของการปฏิบัติพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพให้กับนักเรียนในทางอ้อม
Abstract

This study was descriptive research. The purposes were to determine the level of Health Promoting Behaviors and to investigated the relation between personal factors ,
Perceived Benefits to action, Perceived Barriers to action and Health Promoting Behaviors of teenage high school. This sample were 208 teenage students who were studying in grade 7-12 at high school in Patumthani Province. Questionairs were developed from Pender ’s Health Promoting Behavior model. Data was analyzed using descriptive statistics, Pearson’s correlation and stepwise multiple analysis. The results revealed that the mean score on Health Promoting Behaviors of teenage students were at moderate level ( = 2.81 , SD = .30) , The mean score on Perceived Benefits to action were at high level ( = 3.12 , SD = .43 ) , The mean score on Perceived Barriers to action were at low level .( =1.89 , SD = .37) There was statically significant positive relation between grade ,Perceived Benefits to action and
Health Promoting Behavior (r = .474) at p-value < .01 level. There was statically significant negative relation between Perceived Barriers to action and Health Promoting Behaviors (r = -.215) at p-value < .01 level. stepwise multiple regression analysis revealed that Perceived Benefits and Perceived Barriers to action could explain the Health Promoting Behaviors for 23.5 percent (R2 = .235 p < .01) and their effects were significant at p-value < .01 level. This study suggested that schools and the responsible organizations should set up the programs in which it can actually be done in order to encourage Health Promoting Behaviors for teenage students. These programs could be exercising program. ,mental relaxation program , food consumption behaviors program . In addition , There should be supports on spreading out information about health promoting behaviors.Both inside and outside classroom in order to increase Perceived Benefit to action. At the same time schools must be center in giving understanding about Health Promoting Behaviors for teachers , parents and societies which would encorage Health Promoting Behaviors and reduce Perceived Barriers to action.